การลาออกของนายกรัฐมนตรี ลิซ ทรัสส์ จากตำแหน่งผู้นำสหราชอาณาจักร ทำให้พรรคอนุรักษ์นิยมต้องเริ่มต้นกระบวนการเลือกผู้นำคนใหม่เป็นครั้งที่ 2 ในระยะเวลาไม่ถึง 4 เดือน
เซอร์ เกรแฮม เบรดี ประธานคณะกรรมการสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมของสหราชอาณาจักรประกาศเริ่มต้นกระบวนการเสนอชื่อผู้เป็นหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ทันทีที่ ลิซ ทรัสส์ ผู้นำคนปัจจุบันลาออกจากตำแหน่ง
ปชช.กว่าครึ่งผิดหวัง “ลิซ ทรัสส์” ขึ้นเป็นนายกฯอังกฤษคนใหม่
โดยจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตั้งแต่วันที่ 20-24 ต.ค. โดยผู้สมัครชิงตำแหน่งหรือแคนดิเดต ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 100 คน ซึ่งจะมีแคนดิเดตได้สูงสุด 3 คน แต่หากมีแคนดิเดตเพียงคนเดียวที่ได้เสียงโหวตเกิน 100 เสียง ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยอัตโนมัติ
เบรดีระบุว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะถูกประกาศชื่อภายในวันที่ 28 ต.ค. นี้ หรือ อีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า โดยขณะนี้ ยังไม่มีรายชื่อแคนดิเดตทั้งหมดอย่างเป็นทางการ แต่มีตัวเต็งหลายคนที่มีการคาดการณ์กันว่า น่าจะลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร
ริชี ซูนัค
อดีตรัฐมนตรีกะทรวงการคลังสหราชอาณาจักร วัย 42 ปี ตัวเต็งอันดับ 1 ในขณะนี้ เป็นคู่ขับเคี่ยวชิงชัยกับ ลิซ ทรัสส์ ในการชิงตำแหน่งครั้งที่แล้ว เขาได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนสูงมาก แต่เสียงในพรรคอนุรักษ์นิยมกลับสวนทาง ทำให้พลาดตำแหน่งนายกฯ ไป
เขามีผลงานสำคัญในการนำพาสหราชอาณาจักรผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 มาได้ ทำให้หลายฝ่ายมองว่ามีความเหมาะสมที่จะเข้ามาแก้สถานการณ์สหราชอาณาจักรในขณะนี้ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตเงินเฟ้อ ค่าครองชีพพุ่งสูง
อย่างไรก็ตาม ซูนัคมีข้อครหาภายในพรรคอยู่ว่า เขามีส่วนในการทำให้บอริส จอห์นสัน อดีตนายกฯ ต้องลงจากตำแหน่ง รวมถึงตัวภรรยาของเขามีข่าวเสียหายเกี่ยวกับการเลี่ยงภาษีด้วย
เพนนี มอร์ดอนต์
อดีตรัฐมนตรีกระทรวงหลาโหม วัย 49 ปี โดยในการโหวตเลือกนายกครั้งล่าสุดเธอจบที่อันดับ 3 เป็นรองเพียงทรัสส์และซูนัค ทำให้ในครั้งนี้เธอก็ถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งสำคัญเช่นกัน
ในช่วงที่ทรัสส์ดำรงตำแหน่ง มอร์ดอนต์เป็นผู้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้แสดงคุณลักษณะความเป็นผู้นำออกมาหลายครั้ง เช่น ตอนที่เธอออกมาตอบคำถามแทนทรัสส์ที่ถูกจี้เรื่องนโยบายการบริหารที่ผิดพลาด
อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่า เธออาจจะเป็นเหมือนทรัสส์หรือไม่ ที่ยังไม่มีใคร “รู้ฝีมือ” และเกรงว่าเหตุการณ์อาจจะหวนกลับไปอีหรอบเดิม
บอริส จอห์นสัน
อดีตนายกวัย 58 ปีที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกกดดันให้ลาออกเนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหลายอย่าง เช่น การร่วมงานปาร์ตี้ในช่วงที่มีมาตรการโควิด-19 การสั่งปลดรัฐมนตรีคนสำคัญออกจากตำแหน่ง กรณี ส.ส.ที่มีประวัติล่วงละเมิดทางเพศ กรณีแต่งตั้ง ส.ส. ที่มีประวัติล่วงละเมิดทางเพศเป็นผู้ดูแลวินัย ส.ส. ในพรรค จนคณะรัฐมนตรีลาออกมากกว่า 50 คน
แม้จะมีข่าวฉาวค่อนข้างมาในช่วงหลัง แต่ผลงานที่จอห์นสันเคยทำไว้ก่อนหน้านี้ก็ทำให้หลายคนในพรรคอนุรักษ์นิยมมองว่า เขายังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการให้บริหารประเทศ และฐานเสียงของเขาภายในพรรคถือว่ายังอยู่ในระดับสูง
ซูเอลลา บราเวอร์แมน
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเพิ่งลาออกก่อนหน้าทรัสส์ไปเพียงวันเดียว จากกรณีที่เธอใช้อีเมลส่วนตัวของเธอเพื่อส่งเอกสารที่เป็นความลับทางราชการไปให้ ส.ส. อีกคนโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งคาดว่าจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของเธอในระดับหนึ่ง
บราเวอร์แมนเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สนับสนุนการต่อต้านการย้ายถิ่นฐานและสนับสนุนสงครามวัฒนธรรม โดยเธอสัญญาว่า จะลดจำนวนการย้ายถิ่นประจำปีสุทธิให้เหลือแค่หลักหมื่น และจะเสนอให้กัญชากลายเป็นยาถูกกฎหมาย
เบน วอลเลซ
รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้แรงสนับสนุนจากประชาชนอย่างมากจากการสนับสนุนยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย เขายังเป็นที่นิยมในหมู่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ในการโหวตเลือกนายกครั้งล่าสุดที่ผ่านมาเขาไม่ได้ลงชิงตำแหน่ง หลังปรึกษากับเพื่อนและครอบครัวแล้วว่าไม่ควรลง
ยังไม่ชัดเจนว่า ในการเลือกผู้นำอังกฤาคนใหม่ครั้งนี้ เขาจะลงชิงชัยด้วยหรือไม่ เพราะเขาเพิ่งให้สัมภาษณ์ไปว่า ยังคงต้องการเป็นรัฐมนตรีกลาโหมต่อไป แต่ก็บอกด้วยว่าพร้อมลงจากตำแหน่งกลาโหม หากนโยบายการยกระดับการป้องกันประเทศของเขาไม่ได้รับการสนับสนุน
ความจริงแล้วอีกหนึ่งตัวเต็งยังมี เจเรมี ฮันต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังที่ ลิซ ทรัสส์ แต่งตั้งขึ้นมาด้วย โดยเขาเป็นผู้ที่ “ฟาด” นโยบายเศรษฐกิจของทรัสส์อย่างไม่ไว้หน้า ทำให้หลายคนมองว่า เขามีอำนาจมากกว่าทรัสส์ แต่ล่าสุดเจ้าตัวออกมายืนยันชัดเจนแล้วว่า ทางบ้านของเขาไม่ต้องการให้เขาร่วมชิงชัย
เรียบเรียงจาก CNBC / The Guardian
ภาพจาก AFP