สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวานนี้ ( 26 ต.ค.) ว่า กัมพูชา ในฐานะประธานหมุนเวียนของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการยกระดับการใช้ความรุนแรงในเมียนมา พร้อมทั้งมีการเรียกร้องให้เมียนมายับยั้งชั่งใจ และประกาศหยุดยิงทันที รวมถึงขอให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาพูดคุยกันด้วย ใจความในแถลงการณ์ดังกล่าว ยังระบุด้วยว่า กัมพูชารู้สึกเสียใจอย่างมากเมื่อมีจำนวนผู้เสียชีวิต และผู้ได้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกเศร้าใจเมื่อเห็นสิ่งที่ประชาชนในเมียนมาต้องเผชิญ
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เปิดเผยว่า ในการประชุมนัดพิเศษในวันนี้ (27 ต.ค.) จะไม่มีเมียนมาเข้าร่วมประชุมด้วย และการหารือในครั้งนี้จะเน้นไปที่การหาวิธีผลักดันกระบวนการสร้างสันติในเมียนมา ก่อนจะมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือนหน้า
ทั้งนี้ บรรดานายทหารในรัฐบาลเมียนมาถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมประชุมระดับสูงของอาเซียน นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหาร โค่นอำนาจรัฐบาลพลเรือน ที่นำโดย นางอองซาน ซูจี เมื่อปีที่แล้ว และการยึดอำนาจในครั้งนั้นได้นำไปสู่การปราบปรามรุนแรง จับกุมนักเคลื่อนไหว และประชาชนที่ออกมาต่อต้านนับพันคน
ขณะที่ แดเนียล คริเทนบริงค์ (Daniel Kritenbrink) ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เรียกสถานการณ์ที่เมียนมาว่าเป็นโศกนาฏกรรม พร้อมเรียกร้องให้ชาติสมาชิกอาเซียนหาวิธีรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ แดเนียล ยังกล่าวด้วยว่า ในการประชุมสุดยอดอาเซียนเดือนหน้า สหรัฐฯ จะเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้ยกระดับการกดดันรัฐบาลทหารเมียนมาให้มากขึ้นอีก และสหรัฐฯ จะไม่นิ่งเฉย ขณะที่เหตุความรุนแรงยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ
สอดคล้องกับ ทอม แอนดรูวส์ (Tom Andrews) ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชน องค์การสหประชาชาติ (UN) ประจำเมียนมาได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศต่างๆจัดตั้งกลุ่มแนวร่วมเพื่อกดดันรัฐบาลทหารเมียนมา เช่นเดียวกับการกดดันรัสเซีย จากกรณีรุกรานยูเครน พร้อมชี้ว่า พันธมิตรประเทศต่างๆ ควรมุ่งเป้าไปที่การคว่ำบาตรรัฐบาลทหาร และคว่ำบาตรอาวุธด้วย เพราะอาวุธบางประเภทที่ใช้สังหารผู้คนในยูเครน ก็กำลังถูกใช้สังหารชาวเมียนมาและอาวุธเหล่านี้มาจากแหล่งเดียวกัน คือมาจากรัสเซีย