ชาวอเมริกันแห่เริ่มต้นชีวิตใหม่ในโปรตุเกส


โดย PPTV Online

เผยแพร่




สหรัฐฯถือเป็นประเทศจุดหมายปลายทางของคนทั่วโลก แต่ชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งที่ทนกับปัญหาสังคมในประเทศไม่ไหว กลับตัดสินใจโยกย้ายถิ่นฐานไปโปรตุเกสแทน

ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาใช้ชีวิตจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยปีนี้โปรตุเกสมีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศประมาณ 661,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 6.5 % ของประชากรทั้งประเทศ โดยส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้เข้ามาด้วยวีซ่า D7 ซึ่งวีซ่าของกลุ่มชาวต่างชาติที่มีรายได้อย่างสม่ำเสมอ จากเงินบำนาญ การลงทุน และจากแหล่งอื่นๆ

ขณะที่ชุมชนชาวต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในโปรตุเกส คือ ชุมชนชาวบราซิล ซึ่งมีกว่า 183,000 คน ตามด้วยอันดับสองคือ ชุมชนชาวอังกฤษที่มีอยู่กว่า 46,000 คน

ปธน.ไต้หวันลาออกหัวหน้าพรรครัฐบาล หลังแพ้เลือกตั้ง

ผลฟุตบอลโลก 2022 วันอาทิตย์ที่ 27 พ.ย.65 กลุ่ม อี,เอฟ นัดที่ 2

และอันดับสามคือ ชุมชนชาวกาบูเวร์ดี (Cabo Verde) ตามด้วย ชุมชนชาวโรมาเนีย และชาวยูเครน

ส่วนชาวอเมริกัน อาศัยอยู่ในโปรตุเกสประมาณ 7,000 คน แม้ไม่ได้ติดโผ 5 อันดับแรกของชุมชนชาวต่างชาติที่มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับพลเมืองชาติอื่นๆ แต่พบว่านับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา ชาวอเมริกันได้ย้ายไปอยู่ที่โปรตุเกสเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

ขณะเดียวกันปีนี้ โปรตุเกส กลายเป็นประเทศที่ชาวอเมริกันกับชาวจีนจำนวนมากเข้ามา โดยใช้ "golden visas" หรือ “วีซ่าทองคำ” ซึ่งวีซ่าตัวนี้จะให้สิทธิพิเศษกับนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในโปรตุเกสสามารถพำนักในประเทศได้

โจอานา เมนดอนซา (Joana Mendonça) ทนายความที่ปรึกษาด้านการย้ายถิ่นฐาน ของบริษัท Global Citizen Solutions ระบุว่า เธอต้องพูดคุยกับลูกค้าในสหรัฐฯ ทุกวัน โดยลูกค้าจำนวนมากเป็นกลุ่ม Digital nomads หรือเรียกว่า กลุ่มคนที่ทำงานผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการทำงานจากบ้านริมทะเล และตั้งรกรากที่นี่ นอกจากนี้ก็มีกลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัว และคนวัยเกษียณด้วย

ทั้งนี้ เมนดอนซา ระบุว่า ชาวอเมริกันมีความคิดที่แตกต่างจากนักลงทุนต่างชาติประเทศอื่นๆ โดยหลักนักลงทุนทั่วไปต้องการลงทุนเพื่อได้รับใบอนุญาติมีถิ่นที่อยู่อาศัยชั่วคราว 5 ปี และการได้รับการยกเว้นภาษี แต่ว่าในส่วนของชาวอเมริกันต้องการมาอาศัยอยู่ที่นี่จริงๆ และเปิดรับวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป

แม้ว่าการเปิดตัวโครงการวีซ่าทองคำของรัฐบาลโปรตุเกสในปี 2012 มีส่วนทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นแบบที่ไม่คาดคิด แต่ เมนดอนซา ก็มั่นใจว่าโปรตุเกสสามารถดึงดูดนักลงทุน โดยเฉพาะชาวอเมริกันได้มากขึ้น และคาดว่าช่วงปีหน้าจะมีชาวอเมริกันย้ายมาอยู่ที่โปรตุเกสมากที่สุด

แต่ทำไมชาวอเมริกันถึงตัดสินใจย้ายไปอยู่โปรตุเกสนั้น นาธาน แฮดล็อค (Nathan Hadlock) ผู้ประกอบการชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในกรุงลิสบอน บอกว่า เขาและภรรยาได้เริ่มต้นสร้างครอบครัวเมื่อย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวงโปรตุเกสในปี 2020 ซึ่งเหตุผลที่เขาย้ายมาอยู่ที่นี่ เพราะอยากหลีกหนีด้านมืดของสังคมในสหรัฐฯ เช่นความรุนแรง และการขาดสวัสดิการทางสังคม

นอกจากนี้ ชาวอเมริกันรายนี้ ยังบอกว่า จากการพูดคุยกับนักทุนชาวสหรัฐฯ ก็พบว่าหนึ่งในเหตุผลหลักที่คนกลุ่มนี้ต้องการจะย้ายมาอยู่โปรตุเกสคือ เรื่องความของปลอดภัยของลูกๆ และหลายคนมักพูดว่า ไม่อยากให้ลูกไปโรงเรียนแล้วถูกยิง และนี่คือเรื่องจริงในสหรัฐฯ ที่ไม่มีใครในยุโรปต้องเจอ

แฮดล็อค บอกว่า ก่อนหน้านี้เขา และภรรยาได้มองหาประเทศที่สามารถใช้ชีวิตได้แบบชิลๆ และสนุกกับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ทำให้ทั้งสองจัดทำรายชื่อสถานที่สิบอับแรกของโลกที่อยากไปใช้ชีวิตอยู่ โดยมีชื่อของเมืองหลวงของโปรตุเกสอยู่ในนั้นด้วย

ซึ่งจากการเช็กลิสต์ความต้องการของตัวเอง ก็พบว่าเมืองนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ทั้งสองคนพึงพอใจ เพราะมีสภาพอากาศที่ชื่นชอบ มีสะพานแขวนที่คล้ายกับสะพานโกลเด้นเกตของซานฟรานซิสโก มีอาหารที่ดี ค่าครองชีพถูกกว่า และมีความสะดวกสบายในแง่ของการเดินทางไปยังส่วนอื่นๆของยุโรป อีกทั้งยังสามารถเพลิดเพลินกับแสงแดด และทะเลเหมือนกับรัฐแคลิฟอร์เนียที่เขาชื่นชอบด้วย

เช่นเดียวกับ เจน วิตต์แมน (Jen Wittman) พร้อมสามี และลูกชาย ได้ย้ายจากสหรัฐฯไปยังเมืองหลวงโปรตุเกส ในช่วงการระบาดของโควิด-19

เจน บอกว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีปัญหามากมาย ทั้งเหตุการณ์ที่ตำรวจสังหารจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสี การระบาดของโควิด ความแตกแยกทางการเมือง การเหยียดเชื้อชาติ ที่เริ่มปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการดูแลให้บริการด้านสุขภาพที่แย่มาก และยิ่งแย่ไปอีก ถ้าใครเกษียณแล้วมีโรคประจำตัว ซึ่งคนอเมริกันสามารถล้มละลายหมดตัวได้จากการเจ็บป่วย

เจน บอกว่า โปรตุเกสไม่ใช่ตัวเลือกแรกของเธอและสามี ตอนแรกครอบครัวของเธอพยายามย้ายไปอิตาลี แต่ว่าที่นั่นไม่รับผู้สมัครวีซ่าชาวอเมริกันเลย ทำให้ต้องหาว่า ที่ไหนในยุโรป ที่รับชาวอเมริกัน ซึ่งก็พบว่า มีโครเอเชีย และโปรตุเกส แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกโปรตุเกส

ทั้งนี้ เจน และสามีของเธอ บอกว่า ครอบครัวของพวกเขาไม่มีแผนจะย้ายกลับไปยังสหรัฐฯ เพราะรู้สึกว่าอยู่ที่โปรตุเกสแล้วปลอดภัย

ขณะที่ โจนาธาน ลิตต์แมน (Jonathan Littman) นักธุรกิจจากรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างแคลิฟอร์เนียและโปรตุเกส และกำลังเรียนภาษาโปรตุเกส ระบุว่า กรุงลิสบอน ถือเป็นแคลิฟอร์เนียแห่งยุโรป เพราะที่นี่มีระบบนิเวศที่ดีมาก และตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพได้ ซึ่งเขาใช้เวลาบินจากสหรัฐฯไปโปรตุเกสได้ภายใน 10 ชั่วโมง และเมื่อไปถึงที่นั่นความรู้สึกเหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่งไปเลย

สำหรับโปรตุเกส ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวอเมริกัน มีชายหาดสะอาด สวยงาม และสภาพอากาศดี ส่วนค่าครองชีพก็ต่ำที่สุดในยุโรปตะวันตก

ขณะการให้บริการดูแลด้านสุขภาพก็มีคุณภาพสูง เมื่อเทียบกับราคา โดยต่างชาติจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวของค่าใช้จ่ายในสหรัฐฯ และถ้ากลายเป็นผู้พักอาศัยถาวร ก็ได้รับการรักษาฟรี

ส่วนปัญหาความรุนแรงและความไม่สงบในประเทศ สถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (Institute for Economics & Peace หรือ IEP) ซึ่งเป็นหน่วยงานมันสมองระดับโลก เผยแพร่รายงาน ดัชนีสันติภาพโลกประจำปี 2022 (Global peace index) โดยจัดให้โปรตุเกสเป็นประเทศที่ปลอดภัยที่สุดอันดับ 6 ของโลก จาก 163 ประเทศ มีปัญหาอาชญากรรมโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ และการเมืองมีเสถียรภาพ

แต่ชาวต่างชาติที่อาศัยและประกอบธุรกิจที่นั่นอาจต้องเรียนภาษาโปรตุเกสเพิ่มเติม เนื่องจากโปรตุเกสใช้ภาษาราชการเป็น ภาษาโปรตุเกส ขณะที่ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสใช้ได้เฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น

แฮชแท็ก "ม้า อรนภา" ติดเทรนด์ หลัง "ทนายตั้ม" ปล่อยคลิปดารารุ่นใหญ่ตบหน้า

สภาพอากาศวันนี้! อากาศเปลี่ยนแปลง เหนือทั้งหนาว-มีฝน ขณะทั่วไทยฝนตก 30-60%

ข่าวที่คุณอาจพลาด

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ