ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบอย่างหนักหน่วง หลังกองทัพรัสเซียเปิดฉากสู้กับยูเครนและยึดพื้นที่ในหลายแนวรบ ล่าสุด สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า ในวันนี้สหรัฐฯ จะประกาศแผนส่งความช่วยเหลือทางการทหารรอบใหม่ให้แก่ยูเครน รวมถึงส่งอาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเติม หนึ่งในนั้นคือ “คลัสเตอร์บอมบ์” (Cluster Bomb) หรือ “ระเบิดลูกปราย” ซึ่งเป็นอาวุธต้องห้ามในหลายประเทศ
โดยคลัสเตอร์บอมบ์ที่คาดว่าสหรัฐฯ จะส่งให้คือ M483 และ M862 สามารถยิงจากปืนใหญ่ชนิด 155 มม. อย่าง M777 ฮาวฮิตเซอร์ที่ปัจจุบันยูเครนกำลังใช้ต่อต้านรัสเซีย
สำนักข่าว The New York Times รายงานโดยอ้างข้อมูลของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ระบุว่า ผู้ช่วยระดับสูงหลายคนของประธานาธิบดีโจ ไบเดน รวมทั้ง แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ แนะนำให้ส่งอาวุธดังกล่าวในระหว่างการประชุมเจ้าหน้าที่ความมั่นคงแห่งชาติระดับสูงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมคำแนะนำให้ใช้อาวุธดังกล่าวตามมาตรการระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อพลเรือน
โดย“คลัสเตอร์บอมบ์” หรือระเบิดลูกปราย เป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่เมื่อยิงออกไปแล้ว มันจะปล่อยระเบิดขนาดเล็กออกมากลางอากาศ ระเบิดจะกระจายเป็นวงกว้าง ตกลงมาทำลายทั้งรถถังและกำลังพลของศัตรู และอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อพลเรือนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย เนื่องจากการตกของระเบิดมีอัตราความคลาดเคลื่อนสูง นอกจากนี้ ระเบิดขนาดเล็กที่ปล่อยออกมายังมีอัตราการไม่ระเบิดสูง เช่น เมื่อตกลงในพื้นดินโคลนที่มีน้ำขังหรือพื้นทราย หากระเบิดไม่ทำงานและมีประชาชนมาสัมผัสอาจเกิดระเบิดขึ้นจนทำให้เสียชีวิตได้
ด้วยเหตุนี้อาวุธดังกล่าวจึงมีสถานะเป็นอาวุธต้องห้ามภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยระเบิดลูกปราย หรือ Convention on Cluster Munitions หรือ CCM ที่ถูกตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2008 แต่มีผลบังคับใช้ในปี 2010 ภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้ ห้ามใช้ ห้ามสะสม ห้ามผลิต และห้ามโอน รวมทั้งต้องทำลายคลัสเตอร์บอมบ์ที่มีในคลังทิ้งทั้งหมด
ปัจจุบันมีประเทศกว่า 123 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสนธิสัญญานี้ ยกเว้น ยูเครน รัสเซีย และสหรัฐฯ ที่ยังไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว ดังนั้นหากพิจารณาตามหลักทางกฎหมายแล้ว ประเทศเหล่านี้สามารถใช้คลัสเตอร์บอมบ์ได้กับเป้าหมายทางการทหาร
อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ จะส่งคลัสเตอร์บอมบ์ให้ยูเครนอาจจะเรียกเสียงวิพากษณ์วิจารณ์ตามมาจากบรรดาชาติพันธมิตรและองค์กรระหว่างประเทศ ก่อนหน้านี้ Human Right Watch องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนออกมาวิจารณ์ยูเครนและรัสเซียที่ใช้คลัสเตอร์บอมบ์ในสงครามที่กำลังต่อสู้อยู่ปัจจุบัน
โดย Human Right Watch ระบุว่า เมื่อปีที่แล้ว รัสเซียใช้คลัสเตอร์บอมบ์โจมตียูเครนราว 24 ครั้ง ส่งผลให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เช่น ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ รัสเซียใช้คลัสเตอร์บอมบ์โจมตีเมืองออคเตียร์กา แคว้นซูมี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน ระเบิดตกลงบนโรงเรียนอนุบาลภายในเมือง ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตมีเด็กด้วย ในวันเดียวกันนั้น รัสเซียยังโจมตีเมืองคาร์คีฟ ทำให้พลเรือนเสียชีวิต 9 ราย บาดเจ็บอีก 37 ราย ส่วนฝ่ายยูเครนเคยยิงคลัสเตอร์บอมบ์ไปยังพื้นที่ที่ถูกรัสเซียยึดครองในเมืองอิซุม ทางตะวันออกของยูเครนเมื่อเดือนมีนาคม ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บอีก 15 ราย แม้ทางยูเครนจะบอกว่าไม่ยิงระเบิดดังกล่าวในช่วงเวลานั้น
Human Right Watch เรียกร้องให้รัสเซียและยูเครนหยุดใช้คลัสเตอร์บอมบ์ที่จะนำไปสู่การเสียชีวิตของพลเรือนจำนวนมาก และไม่พยายามแสวงหาอาวุธดังกล่าวอีก
อย่างไรก็ตามแม้จะเกิดความกังวลด้านมนุษยธรรม แต่ทางรัฐบาลยูเครนได้ร้องขอให้สหรัฐฯ ส่งคลัสเตอร์บอมบ์ไปให้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตอบโต้รัสเซีย ทางการสหรัฐฯ ไม่ได้ตอบรับในทันที แม้จะประเมินแล้วว่าอาวุธดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการสู้รบกับรัสเซีย แต่ยังมีข้อจำกัดต่างๆ และความกังวลในหมู่ชาติพันธมิตร
จนเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา มีรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้นำคำขอของยูเครนเรื่องการส่งคลัสเตอร์บอมบ์กลับมาพิจารณาอย่างจริงจังอีกครั้ง เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบของยูเครนในปัจจุบันกำลังยากลำบาก และนอกเหนือจากคลัสเตอร์บอมบ์แล้ว คาดว่าสหรัฐฯ จะส่งขีปนาวุธ ATACMS ซึ่งเป็นขีปนาวุธทางยุทธิวิธีพิสัยไกล สามารถยิงได้จากระบบจรวดปืนใหญ่เคลื่อนที่สูง หรือ ไฮมาร์ส (HIMARS) ตัวขีปนาวุธสามารถเคลื่อนที่ได้ไกลสูงสุดถึง 300 กิโลเมตร ด้วยพิสัยที่ไกลเช่นนี้ ATACMS จะช่วยให้กองทัพยูเครนสามารถโจมตีไปยังเส้นทางหรือสถานที่ตั้งสำคัญทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียได้ รวมถึงส่งยานพาหนะภาคพื้น เช่น รถยานเกราะต่อสู้รุ่น แบรดลีย์และสไตรเกอร์ให้ยูเครนเพิ่มเติมอีกด้วย
ขณะที่การสู้รบระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด ด้านผู้นำยูเครนเดินหน้าเยือนกลุ่มประเทศสมาชิกนาโต เพื่อระดมเสียงสนับสนุนในการเข้าเป็นสมาชิกนาโต โดยเมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครนได้เดินทางถึงกรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็กเข้าพบกับประธานาธิบดี ปีเตอร์ พาเวล ประธานาธิบดีเซเลนสกีระบุว่า การเดินทางเยือนสาธารณรัฐเช็กในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการสื่อสารที่ชัดเจนและมองหาสิ่งที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับทิศทางการเข้านาโตของยูเครน
ทั้งนี้วัตุประสงค์หลักในทริปครั้งนี้ คือ มองหาสัญญาณที่ชัดเจนจากประเทศสมาชิกนาโต ที่กำลังจะจัดการประชุมในวันที่ 11-12 กรกฎาคมนี้ที่กรุงวิลนีอุส เมืองหลวงประเทศลิทัวเนีย ว่ายูเครนจะได้เข้าเป็นสมาชิกนาโตอย่างแน่นอนหลังสิ้นสุดสงครามในยูเครน
ขณะมที่อีกหนึ่งสถานการณ์ที่น่ากังวลคือ สถานการณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย ในเมืองเอเนอร์กอดาร์ ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน หลังจากที่ยูเครนออกมาเตือนว่า รัสเซียอาจใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นอาวุธในการทำสงคราม โดย“ไครีโล บูดานอฟ” หัวหน้าหน่วยข่าวกรองยูเครน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ภัยคุกคามโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียลดลง แต่เขาบอกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมย้ำว่า ภัยคุกคามนี้ไม่ได้หายไป และอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งตราบเท่าที่โรงงานไฟฟ้าแห่งนี้ยังอยู่ในการยึดครองของรัสเซีย
ทั้งนี้ความกังวลล่าสุดเกิดขึ้นหลังเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หน่วยข่าวกรองของยูเครนตรวจพบว่ารัสเซียได้วางวัตถุคล้ายระเบิดบนหลังคาของอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 และ 4 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนจึงออกมาเตือนถึงภัยคุกคามอันตรายของรัสเซีย และขอให้ประเทศต่างๆ ตอบโต้การกระทำครั้งนี้ เพราะอะไรเรื่องนี้จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่นี่เป็นโรงฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและเป็น 1 ใน 10 โรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในโรงไฟฟ้าแห่งนี้มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำความดันสูง 6 เครื่อง และหอหล่อเย็น 2 หอ ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 38,000 กิกะวัตต์ต่อปี
ผู้เชี่ยวชาญเคยประเมินว่า หากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ถูกโจมตีจนได้รับความเสียหายอย่างหนักและเตาปฏิกรณ์หลอมละลาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้าที่เชอร์โนบิลเมื่อปี 1986 และโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะเมื่อปี 2011 จนอาจเรียกได้ว่าเป็นจุดจบของยุโรป (The end of Europe)
และนอกจากภัยคุกคามโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่รัสเซียจะสามารถนำมาใช้เป็นอาวุธได้ คือ นิวเคลียร์ที่รัสเซียขนย้ายไปประจำการในเบลารุส เมื่อวานนี้ ผู้นำเบลารุสได้ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ โดย ประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ของเบลารุสบอกในระหว่างแถลงข่าวว่า เขาไม่มีแผนที่จะนำนิวเคลียร์ที่ถูกขนย้ายมาจากรัสเซียโจมตีประเทศใดๆ หลังหลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวลว่าการประจำการนิวเคลียร์ในเบลารุสเป็นภัยคุกคามต่อยูเครนและทวีปยุโรป รวมถึงชาวเบลารุส
นอกจากนี้ประธานาธิบดีลูคาเชนโกยังเปิดเผยว่า กระบวนการติดตั้งนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีพิสัยใกล้ในประเทศกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ โดยนิวเคลียร์ชุดแรกได้ถูกส่งมาแล้วเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา
การลงนามติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในเบลารุสเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เคยประกาศเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมาว่า รัสเซียมีแผนจะประจำการอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีพิสัยใกล้บนแผ่นดินเบลารุส โดยจะสร้างคลังเก็บอาวุธนิวเคลียร์ดังกล่าวให้แล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้