ซอ ตอ นี โฆษกสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ยอมรับว่า ขณะนี้ไม่มีทหารในสังกัดอยู่ในตัวเมืองเมียวดีแล้ว ซึ่งสาเหตุที่กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ตัดสินใจถอนกำลังออกมาเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงกับดักที่ทหารเมียนมาวางไว้
อย่างไรก็ตาม ซอ ตอ นี ระบุว่า กองกำลังผสมฝ่ายต่อต้านที่นำโดย KNLA ยังไม่ถอนทหารออกไปจากพื้นที่และยังคงควบคุมที่มั่นตามเนินเขาใกล้ ๆ เมืองเมียวดี ซึ่งเคยเป็นฐานสำหรับปฏิบัติการสำหรับกองพัน 355, 356 และ 357 ของกองทัพเมียมา
โดยโฆษก KNU ย้ำว่า การตอบโต้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุด และขณะนี้กำลังศึกษาขีดความสามารถของฝ่ายกองทัพเมียนมาก่อนลงมือสู้รบกันอีกครั้ง
นอกจากนี้ ซอ ตอ นี ยังยืนยันว่า KNU ต้องการให้มีสันติภาพในเมียนมาเช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ แต่การหยุดยิงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเงื่อนไข 3 ข้อได้รับการตอบสนอง คือ 1.กองทัพเมียนมาต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยเด็ดขาด 2.ผู้นำกองทัพต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านโดยไม่ได้รับการยกเว้น และ 3.กองทัพต้องยอมรับรัฐธรรมณูญฉบับใหม่ที่เปิดทางให้กับการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ
สำหรับสถานการณ์ในเมืองเมียวดี เกิดการพลิกผันอีกครั้งในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา เมื่อกองกำลังแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNA) ซึ่งยึดครองพื้นที่ส่วนมากในเมืองเมียวดี ‘กลับลำ’ หันมาจับมือกับฝ่ายรัฐบาล ทำให้ทหารเมียนมากลับมายังกองพันทหารราบ 275 หรือค่ายผาซองอีกครั้ง หลังจากถูกกองกำลังฝ่ายต่อต้านบุกยึดประมาณ 2 สัปดาห์
ขณะที่เมื่อวันที่ 25 เม.ย ทางการบังกลาเทศได้ส่งตัวชาวเมียนมาผู้ลี้ภัยสงครามจำนวน 288 คนกลับประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นทหารที่หลบหนีการสู้รบกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในรัฐยะไข่ โดยก่อนหน้านี้ในเดือน ก.พ. บังกลาเทศได้ส่งกลับทหารเมียมาประมาณ 300 นายซึ่งหลบหนีภัยสู้รบในรัฐยะไข่เช่นกัน