เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทำเนียบประธานาธิบดีอินเดีย ในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย นเรนทรา โมดี หัวหน้าพรรคภารติยะชนตะ หรือ BJP ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีแขกหลายพันคนเข้าร่วมในพิธีการอันยิ่งใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ ผู้นำของประเทศเพื่อนบ้าน อย่างผู้นำบังกลาเทศ เนปาล ศรีลังหา และมัลดีฟส์ แต่ไม่มีผู้นำปากีสถาน และจีน เข้าร่วมด้วย
พิธีสาบานตนครั้งนี้ ทำให้นเรนทรา โมดี กลายเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 และเป็นผู้นำประเทศยาวนานเป็นคนที่ 2 ต่อจาก เยาวหราล เนห์รู วีรบุรุษผู้นำในการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียจากอังกฤษ และนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ซึ่งเคยคว้าชัยชนะการเลือกตั้งติดต่อกันเป็นสมัยที่ 3 เช่นเดียวกัน
ในระหว่างพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกฯ นเรนทรา โมดี ได้ให้คำมั่นสัญญาว่า จะรักษาอธิปไตย และความสมบูรณ์ของอินเดีย โดยเขาจะปกครองประเทศด้วยความศรัทธา ความจงรักภักดีต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมยืนยันว่า ตัวเขาจะปฏิบัติหน้าที่ให้ผู้คนทุกหมู่เหล่าในประเทศตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย โดยปราศจากอคติ หรือความเกรงกลัว
แม้ว่า โมดี สามารถคว้าตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 3 ไปได้ แต่นี่ไม่ได้ถือว่าเป็นชัยชนะที่น่ายินดีนัก เพราะการเลือกตั้งของอินเดียครั้งนี้ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย เนื่องจากพรรค BJP ของนายกฯ โมดี ไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งแบบถล่มทลายตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ และไม่ได้รับคะแนนเสียงมากพอที่จะบริหารประเทศภายใต้พรรคเดียวได้
ขณะที่การรวมคะแนนเสียงของพรรคพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (NDA) ซึ่งมีพรรค BJP เป็นแกนนำก็ได้รับคะแนนเสียงรวมกันไม่ถึง 300 ที่นั่ง ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ของผลเอ็กซิลโพล
ส่วนกลุ่มพันธมิตรพรรคฝ่ายค้านของอินเดียกลับฟื้นคืนชีพ และได้ที่นั่งในรัฐสภามากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนเป็นอย่างมาก
ส่วนความท้าทายของนายกฯ โมดีต่อจากนี้ นักวิเคราะห์มองว่า เขาอาจต้องรับมือกับผู้เล่นภายในพรรคร่วม เนื่องจากเวลานี้พรรคของโมดีไม่สามารถปกครองประเทศได้แบบพรรคเดียว เหมือนช่วง 10 ปีที่ผ่านมาได้ อีกทั้งยังต้องพึงพาพรรคพันธมิตรในการจัดตั้งรัฐบาล
ซึ่งตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่า พรรคพันธมิตรของเขาจะเจรจาต่อรองการสนับสนุนของพวกเขาต่อโมดีอย่างไร แต่สื่ออินเดียรายงานว่า หลายคนในพรรคแนวร่วมกำลังแสวงหาตำแหน่งรัฐมนตรีที่สำคัญอยู่