หมีขั้วโลกในอ่าวฮัดสัน เสี่ยงสูญพันธุ์จากภาวะโลกร้อน


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิตมนุษย์ และสัตว์ ล่าสุดมีรายงานผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า หากมนุษย์ไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อประชากรหมีขั้วโลกในอ่าวฮัดสัน และอาจทำให้พวกมันต้องสูญพันธุ์อย่างเร็วที่สุดคือช่วงทศวรรษ 2030 จากการอดอาหาร

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13 มิ.ย.) Nature Communications Earth and Environment วารสารวิชาการด้นสิ่งแวดล้อมได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาเกี่ยวกับการวิจัยด้านสุขภาพของประชากรหมีขั้วโลกในอ่าวฮัดสัน ของแคนาดา และการวิเคราะห์น้ำแข็งในทะเลของพื้นที่ดังกล่าว

โดยผลการศึกษาพบว่า แผ่นน้ำแข็งบริเวณอ่าวฮัดตันแตกตัวเร็วกว่า และก่อตัวช้ากว่าในอดีต อีกทั้งยังพบว่า ขอบเขตแผ่นน้ำแข็งในทะเลที่ปกคลุมพื้นที่ดังกล่าวลดแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม 

คอนเทนต์แนะนำ
กรีนแลนด์พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง-หมีขั้วโลกขาดแคลนอาหารหลังน้ำแข็งละลาย
เคสแรกของโลก! หมีขั้วโลกติดไข้หวัดนก H5N1 ตาย

โลกร้อน รายการรอบโลก DAILY
หมีขั้วโลก

และที่สร้างความประหลาดใจมากกว่านั้นคือ ในปีนี้พื้นที่ทางตะวันออกของอ่าวฮัดสันไม่มีแผ่นน้ำแข็งหลงเหลืออยู่แล้ว

อ่าวฮัดสัน ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศแคนาดา ครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ 819,000 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ดังกล่าวเชื่อมต่อมหาสมุทรแอตแลนติก ผ่านช่องแคบฮัดสัน

การมีแผ่นน้ำแข็งจากแหล่งกำเนิดในท้องถิ่นจำนวนมาก ทำให้อ่าวฮัดสัน เป็นหนึ่งในสถานที่ไม่กี่แห่งในแถบอาร์กติกที่หมีขั้วโลกจะใช้ขึ้นฝั่งเป็นประจำ

โดยปกติอ่าวฮัดสัน มีอุณหภูมิค่าเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ -12.6 องศาเซลเซียส แต่ก็มีบางช่วงที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้ว อุณหภูมิต่ำสุดในช่วงฤดูหนาว อยู่ที่ −51 องศาเซลเซียส และฤดูร้อนอยู่ที่สูงสุดประมาณ 27 องศาเซลเซียส 

ในช่วงฤดูร้อนที่น้ำแข็งในอ่าวละลาย หมีขั้งโลกจะต้องขึ้นฝั่งเพื่อรอให้น้ำแข็งก่อตัวอีกครั้ง โดยพวกมันจะจำศีล ไม่กินอะไรในช่วงนี้ เนื่องจากพวกมันต้องการแผ่นน้ำแข็งเพื่อใช้ล่าแมวน้ำ 

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้แผ่นน้ำแข็งในพื้นที่ดังกล่าวได้ละลายหายไปอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่า กระทบต่อวงจรชีวิตของหมีขั้วโลกและทำให้ประชากรลดลงอย่างน่าใจหาย ปัจจุบัน จำนวนประชากรของพวกมันหลงเหลืออยู่ประมาณครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 1987

ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้สร้างความกังวลใจให้กับเหล่านักวิจัยต่อชะตากรรมของหมีขั้วโลก 4,000 ตัวที่อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นอย่างมาก เพราะหมายความว่า หมีขั้วโลกเหล่านี้จะต้องจำศีลเป็นเวลานานกว่าบรรพบุรุษพวกมัน และการสูญเสียแผ่นน้ำแข็งก็จะส่งผลกระทบต่อการหาอาหารของพวกมันโดยตรง เนื่องจากพวกมันต้องการแผ่นน้ำแข็งทะเลเพื่อออกล่าแมวน้ำ

ทั้งนี้จากการตรวจสอบกล้องปลอกคอที่ติดอยู่กับหมีขั้วโลกในอ่าวฮัดสันชี้ให้เห็นว่า ช่วงที่ไม่มีแผ่นน้ำแข็งบริเวณดังกล่าวยาวนานขึ้น และนี่ทำให้พวกมันมีความเสี่ยงต่อการอดอาหาร

แม้ว่าพวกมันพยายามแก้ปัญหาความหิวโหยของตัวเองด้วยการหาผลเบอร์รี่ และกินนก แต่ว่าก็ไม่ได้ช่วยอะไร พวกมันยังคงน้ำหนักลดลงในระดับเดียวกับหมีขั้วโลกที่เพิ่งอดอาหารมาใหม่ๆ

ซึ่งนี่หมายความว่าสารอาหารที่พวกมันหากินบนบนไม่ได้มีปริมาณมากพอเท่ากับการกินแมวน้ำที่อุดมไปด้วยไขมัน และชั้นเนื้อเยื่อไขมัน

รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า หากอุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.6 ถึง 2.6 องศาเซลเซียสก็จะทำให้หมีขั้วโลกในอ่าวฮัดสันต้องอยู่กับภาวะปลอดแผ่นน้ำแข็งที่ยาวนานเกินไป และอาจทำให้พวกมันเสี่ยงสูญพันธุ์ไปอย่างเร็วที่สุดในช่วงทศวรรษ 2030

นักวิจัยชี้ว่า หากอุณหภูมิโลกเกินขีดจำกัด คือ 2 องศาเซลเซียส ก็อาจทำให้พวกมันอดอาหารนานขึ้น และรอดชีวิตยากขึ้นด้วย

นอกจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งอย่างรวดเร็วจะทำให้หมีขั้วโลกจำศีลหรืออดอาหารนานขึ้นแล้ว ยังพบว่า การละลายของแผ่นน้ำแข็ง ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ และต้นปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หมีขั้วโลกตกลูกน้อย ได้ส่งผลกระทบต่อแม่หมีและลูกหมีขั้วโลกด้วย

โดยปกติแล้วแม่หมีขั้วจะล่าแมวน้ำกินเพื่อเติมไขมันลงไปในท้อง ซึ่งไขมันเป็นตัวเพื่อช่วยให้พวกมันผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้ แต่การที่พวกมันต้องขึ้นฝั่งเร็วขึ้น ทำให้พวกมันอาจเผชิญกับสภาพร่างกายไม่แข็งแรง ก่อนที่สภาพอากาศหนาวกำลังมาถึง

นี่หมายความว่าแม่หมีขั้วโลกจะประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์น้อยลง และแม้ว่าพวกมันจะอุ้มท้องไปได้สักระยะหนึ่ง จนตกลูกออกมาได้ แต่สุดท้ายพวกมันก็จะเจอกับปัญหาการเลี้ยงลูกในปีแรก

ส่วนที่ประเทศคาซัคสถาน มีการปล่อยม้าเปรวาสกี ซึ่งเป็นม้าใกล้สูญพันธุ์กลับคืนสู่ทุ่งหญ้าสเต็ปป์  โดยนี่ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูม้าป่าของโลกกลับสู่ถิ่นที่อยู่อาศัยเดิมของพวกมัน ในรอบ 200 ปี

เจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์ในกรุงปราก ของสาธารณรัฐเช็ก กำลังปล่อยม้าเปรวาสกี (Przewalski) ซึ่งเป็นม้าสีน้ำตาลอ่อนที่ใกล้สูญพันธุ์ และเคยเดินเตร่ไปทั่วเอเชียกลาง กลับคืนสู่ทุ่งหญ้าสเต็ปป์ ในประเทศคาซัคสถาน

โดยสวนสัตว์กรุงปราก ซึ่งเป็นผู้จัดการสมุดคู่มือสำหรับม้าสายพันธุ์ต่างๆ วางแผนส่งม้าสายพันธุ์นี้จำนวนเกือบ 50 ตัว ภายใน 6 ปีนี้ กลับคืนสู่ทุ่งหญ้าสเต็ปป์ทองคำ ในภูมิภาคตอนกลางของคาซัคสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ และมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 7,000 ตารางกิโลเมตร

ในปีนี้สวนสัตว์กรุงปรากวางแผนส่งม้า 7 ตัวแรก ประกอบด้วยเป็นตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมีย 6 ไปที่นั่น และต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้ส่งม้า 3 ตัวแรกด้วยเครื่องบินทหาร พร้อมด้วยผู้ดูแลมาถึงแล้ว

ผู้อำนวยการสวนสัตว์กรุงปราก ระบุว่า นี่ถือเป็นม้าป่าฝูงแรกที่ได้สัมผัสผืนดินของทุ่งหญ้าสเต็ปป์ ทางตอนกลางของคาซัคสถาน ในรอบหลายร้อยปี

สำหรับ ม้าเปรวาสกี มาจากชื่อของ นิโคไล เปรวาสกี นักภูมิศาสตร์ชาวรัสเซีย ซึ่งค้นพบพวกมันในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แต่แล้วประชากรของพวกมันก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ และหลงเหลือเพียงไม่กี่ตัวในพื้นที่ทางตะวันตกของมองโกเลียเท่านั้น

ทั้งนี้ม้าเปรวาสกี ได้หายไปจากป่าในช่วงปลายทศวรรษ 1960 แต่ยังคงมีม้าเลี้ยงอยู่ ต่อมาจีน และมองโกเลียตะวันตกได้กลับมาพูดถึงชื่อของพวกมันอีกครั้ง ล่าสุดประชากรม้าเปรวาสกีในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 850 ตัว

ส่วนคาซัคสถานเองพยายามผลักดันให้นำม้าสายพันธุ์นี้กลับคืนสู่พื้นที่อีกครั้ง โดยนี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการอนุรักษ์ม้า เนื่องพวกมันมีส่วนสำคัญในระบบนิเวศน์ของทุ่งหญ้าสเต็ปป์ นั่นก็คือ การป้องกันการแพร่กระจายของพืชต่างถิ่น  เพราะพวกมันได้กำจัดพืชเหล่านั้นโดยการกินหญ้าหลากหลายชนิด อีกทั้งยังทำภารกิจสำคัญในการช่วยปกป้องไฟป่าด้วย

LiveScore-EURO2024 LiveScore-EURO2024

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ