เชื่อว่า “การย้ายไปทำงานต่างประเทศ” อาจเป็นความฝันของใครหลายคน ด้วยรายได้ที่สูงกว่า บรรยากาศสภาพแวดล้อมที่อาจจะดีกว่า หรือความเจริญของบ้านเมืองที่อาจสูงกว่า แต่การไปทำงานในต่างแดนอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป โดยเฉพาะเรื่องของ “ค่าครองชีพ”
เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมืองบางแห่งในโลกมีค่าครองชีพที่สูงซะจนแม้แต่การมีรายได้สูงยังอาจทำให้เราชักหน้าไม่ถึงหลัง และเมืองใดกันที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกสำหรับชาวต่างชาติที่จะย้ายไป?
การสำรวจค่าครองชีพของเมอร์เซอร์ประจำปี 2024 (2024 Mercer Cost of Living Survey) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา ระบุ 10 อันดับเมืองที่ค่าครองชีพสูงมากสำหรับชาวต่างชาติ ดังนี้
- ฮ่องกง
- สิงคโปร์
- ซูริค, สวิตเซอร์แลนด์
- เจนีวา, สวิตเซอร์แลนด์
- บาเซล, สวิตเซอร์แลนด์
- เบิร์น, สวิตเซอร์แลนด์
- นิวยอร์ก, สหรัฐฯ
- ลอนดอน, สหราชอาณาจักร
- แนสซอ, บาฮามาส
- ลอสแอนเจลิส, สหรัฐฯ
รายงานเมอร์เซอร์ได้ตรวจสอบเมือง 226 แห่งทั่วโลก แล้วจัดอันดับโดยอิงจากต้นทุนเปรียบเทียบของสินค้ากว่า 200 รายการในแต่ละเมือง รวมถึงการคมนาคมขนส่ง อาหาร เสื้อผ้า ของใช้ในครัวเรือน และความบันเทิง
“ฮ่องกง” ได้รับตำแหน่งเมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดสำหรับแรงงานข้ามชาติอีกครั้ง เป็นการครองตำแหน่งติดต่อกันเป็นปีที่ 3 แล้ว ตามมาด้วยสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 2
เมืองที่เหลือส่วนใหญ่ถูกยึดครองโดยเมืองต่าง ๆ ในสวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นเป็นกรุงนิวยอร์ก ต่อด้วยกรุงลอนดอน ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 17 เมื่อปีที่แล้ว แต่ปีนี้กระโดดขึ้นมาอยู่อันดับที่ 8 สุดท้ายคือแนสซอ และลอสแอนเจลิส
ตามรายงาน ตลาดที่อยู่อาศัยราคาแพงและต้นทุนการขนส่ง สินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าครองชีพในเมืองเหล่านี้สูงเป็นพิเศษ
รายงานระบุว่า “ค่าที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับเมืองค่าครองชีพสูง” และเสริมว่า พนักงานที่ใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับค่าเช่าที่พักจะมีรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ น้อยลง “ระหว่างปี 2023-2024 มีความผันผวนอย่างมากในต้นทุนค่าครองชีพทั่วโลก โดยราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัยแตกต่างกันอย่างมากระหว่างเมืองต่าง ๆ”
นอกจากนี้ “ความผันผวนของอัตราเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยน” ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ค่าจ้างและการออม” ของแรงงานข้ามชาติ
นอกจากเมื่องใน 10 อันดับแรกแล้ว ยังมีอีกหลายเมืองที่น่าจับตา เพราะเกิดการก้าวกระโดดอย่างมากในค่าครองชีพ หนึ่งในนั้นคือเม็กซิโกซิตีและมอนเตร์เรย์ของเม็กซิโก โดยเมืองแรกขยับขึ้น 46 อันดับมาอยู่ที่อันดับที่ 33 และเมืองหลังไต่ขึ้นมา 40 อันดับมาอยู่ที่ 115
การศึกษายังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ค่าครองชีพในสหรัฐฯ ถือเป็น “ปัญหาสำคัญ” ในปี 2024 โดยมี 7 เมืองในสหรัฐฯ ติดอยู่ใน 20 อันดับแรก
วินซ์ คอร์โดวา จากเมอร์เซอร์ กล่าวว่า “ในขณะที่บริษัทในสหรัฐฯ ยังคงสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถจากทั่วโลก แรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจทำให้ชาวต่างชาติบางส่วนไม่อยากรับตำแหน่งในเมืองที่มีค่าครองชีพสูงบางแห่งและพื้นที่เมืองใหญ่ในสหรัฐฯ”
เขาเสริมว่า “ดังนั้นเราจึงเชื่อว่า นายจ้างควรเปิดกว้างเกี่ยวกับการแบ่งปันข้อมูลค่าครองชีพและข้อมูลค่าจ้างสุทธิกับพนักงานต่างชาติ เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าใจผลกระทบทางการเงินของการย้ายถิ่นฐานไปยังสหรัฐฯ ได้ดีขึ้น และทำการตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนว่าจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่”
เมืองที่มีค่าครองชีพต่ำที่สุดในการสำรวจ ได้แก่ อิสลามาบัดของปากีสถาน และลากอสและอาบูจาของไนจีเรีย อย่างไรก็ตาม สาเหตุส่วนหนึ่งมาจาก “การอ่อนค่าของสกุลเงิน”
ด้าน อีวอนน์ เทรเบอร์ จากเมอร์เซอร์ กล่าวว่า “ความท้าทายด้านค่าครองชีพส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อองค์กรข้ามชาติและพนักงานของพวกเขา”
เธอเสริมว่า “เป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรต่าง ๆ ที่จะต้องรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อ และขอข้อมูลจากพนักงานในประเด็นเหล่านี้เพื่อจัดการผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ”
อ่านรายงานฉบับเต็ม ที่นี่
เรียบเรียงจาก CNN