หลังจากที่ "CrowdStrike" บริษัทผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยซอฟต์แวร์ ทำการอัปเดตระบบ จนส่งผลให้ผู้ใช้บริการบนแพลตฟอร์ม Windows ทั่วโลก เกิดอาการจอฟ้า หรือ BSOD ไม่สามารถใช้การได้เป็นระยะเวลานาน ส่งผลกระทบหลายบริษัททั่วโลก
ล่าสุด บริษัทไมโครซอฟต์ เจ้าของแลพตฟอร์ม Windows เผยว่า อุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows ราว 8 ล้าน 5 แสนเครื่องทั่วโลก ต้องหยุดทำงานหลังได้รับผลกระทบจากปัญหาระบบไอทีขัดข้อง
ซึ่งถือเป็นการรายงานจำนวนตัวเลขของคอมพิวเตอร์ที่ไม่สามารถใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows อย่างเป็นทางการครั้งแรก และอาจเป็นเหตุระบบไอทีล่มครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์
โพสต์ของ "เดวิด เวสตัน" (David Weston) รองประธานบริษัทไมโครซอฟต์ ระบุว่า แม้ตัวเลขของอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากระบบไอทีขัดข้องทั่วโลกจะอยู่ที่ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows ทั่วโลก แต่ผลกระทบทางเศรษกิจ และสังคมในวงกว้าง สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ ใช้งานซอฟต์แวร์ของ "CrowsStrike" ในบริการที่สำคัญจำนวนมาก
ตัวเลขที่ได้จากไมโครซอฟต์ บ่งชี้ว่า นี่อาจเป็นเหตุการณ์ทางไซเบอร์ที่มีขอบเขตความเสียหายใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา เหนือเหตุจารกรรมข้อมูลและเหตุระบบไอทีล่มก่อนหน้านี้ทั้งหมด
เหตุการณ์ที่ใกล้เคียงที่สุด คือ การโจมตีทางไซเบอร์ด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ของกลุ่มแฮกเกอร์ "วอนนาคราย" (WannaCry) ในปี 2017 ซึ่งคาดว่าส่งผลกระทบต่อคอมพิวเตอร์ประมาณ 3 แสนเครื่องใน 150 ประเทศ ตามมาด้วยการโจมตีทางไซเบอร์และก่อกวนลักษณะคล้ายกันนี้ที่เรียกว่า "น็อตเพตย่า" (NotPetya) ในอีก 1 เดือนต่อมา