ปัญหาทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ชื่อ “CrowdStrike” (คราวด์สไตรก์) ทำให้คอมพิวเตอร์ที่ใช้ซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟต์ (Microsoft) ทั่วโลกเกิดข้อผิดพลาดในวันที่ 19 ก.ค. และส่งผลกระทบต่อหลายธุรกิจและหน่วยงาน
CrowdStrike เป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในสหรัฐฯ เป็นผู้ให้บริการ “จัดการความปลอดภัยด้านไอที” ให้กับบริษัทต่าง ๆ ซึ่งหมายความถึงทุกอย่างที่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในการเข้าถึง
บริการหลักของ CrowdStrike คือ การปกป้องบริษัทและหยุดการละเมิดข้อมูล แรนซัมแวร์ และการโจมตีทางไซเบอร์
ด้วยสภาพแวดล้อมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีผู้คุกคามที่มุ่งเป้าไปที่ธุรกิจขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น เป็นผลให้บริษัทจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หันไปหาบริษัทอย่าง CrowdStrike เพื่อปกป้องข้อมูลของลูกค้า
หนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทคือ “CrowdStrike Falcon” (คราวด์สไตรก์ฟอลคอน) ซึ่งได้รับการอธิบายไว้บนเว็บไซต์ว่า “สามารถบ่งชี้การโจมตีแบบเรียลไทม์ การตรวจจับที่มีความแม่นยำสูง และการป้องกันภัยคุกคามความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติ”
บริษัทหลายพันแห่งทั่วโลกใช้ CrowdStrike Falcon เพื่อปกป้องข้อมูล โดยเชื่อว่าปัญหาจาก CrowdStrike Falcon เป็นสาเหตุที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ Microsoft หยุดทำงานทั่วโลกเมื่อวันที่ 19 ก.ค.
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา CrowdStrike ได้ประกาศการอัปเดตผลิตภัณฑ์ Falcon โดยกล่าวว่าจะทำให้ระบบ “มีความเร็วและความแม่นยำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในการตรวจจับการละเมิดความปลอดภัย”
ในแถลงการณ์ที่โพสต์บนเว็บไซต์หลังระบบ Microsoft ล่ม โฆษกของ CrowdStrike กล่าวว่า น่าจะมีปัญหากับผลิตภัณฑ์ Falcon จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
บริษัท CrowdStrike ก่อตั้งโดย จอร์จ เคิร์ตซ์ อดีตพนักงานของ McAfee ในปี 2012
หุ้นของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 ประเภท นักลงทุนรายใหญ่ถือหุ้นประมาณร้อยละ 40 เป็นเจ้าของโดยนักลงทุนสถาบัน และประมาณร้อยละ 57 เป็นเจ้าของโดยบริษัทมหาชนและนักลงทุนรายย่อย
นักลงทุนที่มีส่วนแบ่งมากที่สุดคือ The Vanguard Group ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในสหรัฐฯ โดยมีสัดส่วนหุ้นประมาณร้อยละ 6.79 ของบริษัท
เรียบเรียงจาก ABC News