“ฝนดาวตก” (Meteor Shower) คือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเมื่อดาวตก หรือเศษหินและฝุ่นจำนวนมาก พุ่งมาจากบริเวณเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเศษหินและฝุ่นดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จากการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อย หรือเศษที่ปล่อยออกมาจากดาวหาง
แต่ล่าสุด งานวิจัยใหม่เปิดเผยว่า กำลังจะมีฝนดาวตกกลุ่มใหม่ ที่คาดว่าอาจเกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์เอง
หากใครจำกันได้ เมื่อเดือน ก.ย. 2022 องค์การนาซา (NASA) ได้เริ่มปฏิบัติการภารกิจ “DART” หรือการส่งยานสำรวจพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยเพื่อเบี่ยงวิถี เป็นการซ้อมป้องกันโลกจากการถูกอุกกาบาตหรือดาวเคราะห์น้อยชนในอนาคต
เป้าหมายของภารกิจ DART คือ “ไดมอร์ฟอส (Dimorphos)” ซึ่งเป็นดาวเคราะห์น้อยที่โคจรรอบดาวเคราะห์น้อยอีกดวงชื่อ “ดีดิมอส (Didymos)” โดยพวกมันไม่มีความเสี่ยงที่จะพุ่งชนโลก และการพุ่งชนของภารกิจ DART จะไม่เพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ชนโลกเช่นกัน
ภารกิจ DART ดูจะประสบความสำเร็จด้วยดี เพราะสามารถเปลี่ยนวิถีโคจรของไดมอร์ฟอสรอบดีดิมอสไป 32 นาที
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาใหม่พบว่า เศษซากหินที่กระจัดกระจายออกมาจากการที่ DART พุ่งชนไดมอร์ฟอสอาจกลายเป็น “ฝนดาวตกที่สร้างโดยมนุษย์” ที่ชื่อว่า “ไดมอร์ฟิดส์“ (Dimorphids)
นี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่เราได้สร้างฝนดาวตกขึ้นมา
นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า การพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยไดมอร์ฟอสได้ก่อให้เกิดหินและฝุ่นเกือบ 1 ล้านกิโลกรัม ซึ่งมากพอที่จะบรรจุตู้รถไฟได้ประมาณ 6 หรือ 7 ตู้
การวิจัยใหม่ชี้ให้เห็นว่า เศษซากของไดมอร์ฟอสจะเดินทางมาถึงบริเวณใกล้โลกและดาวอังคารภายใน 10-30 ปี โดยมีความเป็นไปได้ที่เศษซากบางส่วนอาจไปถึงดาวอังคารภายใน 7 ปี และเศษซากขนาดเล็กอาจไปถึงชั้นบรรยากาศของโลกภายใน 10 ปีข้างหน้านี้
อีลอย เพนญา อาเซนซิโอ นักวิจัยจากกลุ่มวิจัยพลวัตดาราศาสตร์อวกาศลึกแห่งมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคแห่งมิลาน ประเทศอิตาลี หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า “วัตถุนี้สามารถสร้าง ‘ดาวตก’ ขณะที่พุ่งทะลุชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร”
เขาเสริมว่า “เมื่อวัตถุแรกเดินทางมาถึงดาวอังคารหรือโลกแล้ว วัตถุเหล่านั้นอาจเดินทางมาเป็นระยะ ๆ เป็นเวลาอีกอย่างน้อย 100 ปี ซึ่งนี่เป็นระยะเวลาในการคำนวณของเรา”
อาเซนซิโอบอกว่า เศษซากชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมีขนาดเล็ก ตั้งแต่อนุภาคขนาดเท่าเม็ดทรายไปจนถึงเศษชิ้นส่วนที่มีขนาดใกล้เคียงกับโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นเศษชิ้นส่วนเหล่านี้จึงไม่เป็นอันตรายต่อโลก
“เศษชิ้นส่วนเหล่านี้จะสลายตัวในชั้นบรรยากาศชั้นบน จากแรงเสียดทานกับอากาศที่ความเร็วสูงมาก ไม่มีความเป็นไปได้ที่เศษชิ้นส่วนของไดมอร์ฟอสจะตกถึงพื้นผิวโลก” เขากล่าว
แต่การทำความเข้าใจว่าเศษชิ้นส่วนจะมาถึงโลกเมื่อใดเป็นเรื่องที่ท้าทายกว่า และขึ้นอยู่กับการประมาณความเร็วของเศษชิ้นส่วนเหล่านั้น
เมื่อยาน DART ชนกับไดมอร์ฟอส ดาวเทียมขนาดเล็กที่มีชื่อว่า LICIACube ได้แยกตัวออกจากยานก่อนจะพุ่งชนเพื่อบันทึกภาพการชนและกลุ่มเศษชิ้นส่วนที่ก่อตัวขึ้นภายหลัง “ข้อมูลสำคัญนี้ทำให้สามารถวิเคราะห์เศษชิ้นส่วนที่เกิดจากการชนได้อย่างละเอียด”
ทีมวิจัยใช้ข้อมูลของ LICIACube และอุปกรณ์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของ Consortium of University Services of Catalonia เพื่อจำลองเส้นทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ 3 ล้านชิ้นที่เกิดจากการพุ่งชนโดยการสร้างแบบจำลองด้วยคอมพิวเตอร์จะคำนวณเส้นทางที่เป็นไปได้และความเร็วที่แตกต่างกันของเศษซาก รวมถึงวัดว่ารังสีที่ปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์อาจส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของอนุภาคอย่างไร
ผลการศึกษายืนยันว่า หากเศษซากถูกกระจายออกจากไดมอร์ฟอสด้วยความเร็ว 500 เมตรต่อวินาที เศษซากบางส่วนอาจไปถึงดาวอังคารได้ ในขณะที่เศษซากอื่น ๆ ที่มีขนาดเล็กกว่าและเคลื่อนที่เร็วกว่าซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 1,600 เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มที่จะไปถึงโลกได้
ทีมวิจัยกล่าวว่า ยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับลักษณะของเศษซาก แต่สรุปได้ว่า เศษซากที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดอาจมาถึงโลกได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี
ทีมวิจัยมองว่า โอกาสที่ฝนดาวตกไดมอร์ฟิดส์จะมาถึงโลกนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ทิ้ง แต่หากเกิดขึ้นจริง ฝนดาวตกนั้นก็จะเป็นฝนดาวตกขนาดเล็กและจาง ๆ
“ฝนดาวตกที่อาจจะเกิดขึ้นนี้จะสามารถระบุได้ง่ายมาก เพราะมันจะไม่ตรงกับฝนดาวตกใด ๆ ที่เราทราบกันอยู่แล้ว ฝนดาวตกเหล่านี้จะเคลื่อนที่ช้า โดยคาดว่าจะมีกิจกรรมสูงสุดในเดือน พ.ค. และมองเห็นได้จากซีกโลกใต้เป็นหลัก ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีต้นกำเนิดมาจากบริเวณใกล้กลุ่มดาวอินเดียนแดง (Indus)”
อ่านงานวิจัยฉบับเต็ม ที่นี่
เรียบเรียงจาก CNN