ทฤษฎีในปัจจุบันเกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เมื่อ 66 ล้านปีก่อนคือ ดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งชนโลกบริเวณคาบสมุทรยูคาทานในประเทศเม็กซิโก และทำให้เกิดหุบอุกกาบาตชิกชูลุบ (Chicxulub)
แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ที่พุ่งชนโลกและทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่มีหินอวกาศขนาดเล็กอีกก้อนหนึ่งที่ทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ในยุคเดียวกัน
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เหตุการณ์นี้น่าจะทำให้เกิดคลื่นสึนามิสูงอย่างน้อย 800 เมตรพัดข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
ดร.อิวสดีน นิโคลสัน จากมหาวิทยาลัยเฮริออต-วัตต์ของสกอตแลนด์ ค้นพบหลุมอุกกาบาตกว้าง 9 กิโลเมตรที่ชื่อนาดีร์ (Nadir) เป็นครั้งแรกในปี 2022 บริเวณก้นทะเลนอกชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก แต่ไม่ทราบว่าหลุมอุกกาบาตนี้ก่อตัวขึ้นได้อย่างไร
แจกลิสต์ “เมนูอาหารเจ 108 อย่าง” ทำกินได้ทุกวัน ตลอดเทศกาลกินเจ
ปัจจุบัน ดร.นิโคลสันและทีมวิจัยแน่ใจแล้วว่า หลุมอุกกาบาตนี้เกิดจากดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนก้นทะเล
เพื่อทำความเข้าใจหลุมอุกกาบาตนาดีร์ให้มากขึ้น ดร.นิโคลสันและทีมงานได้วิเคราะห์ข้อมูลสามมิติความละเอียดสูงจากบริษัทธรณีฟิสิกส์ที่ชื่อ TGS
หลุมอุกกาบาตส่วนใหญ่มักถูกธรรมชาติกัดเซาะ แต่หลุมอุกกาบาตแห่งนี้ได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี ซึ่งหมายความว่านักวิทยาศาสตร์สามารถมองลึกลงไปในระดับหินได้
“นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นภายในหลุมอุกกาบาตที่เกิดจากการชนของดาวเคราะห์น้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก” ดร.นิโคลสันกล่าว พร้อมเสริมว่า ทั่วโลกมีหลุมอุกกาบาตใต้ทะเลเพียง 20 แห่งเท่านั้น แต่ไม่มีหลุมใดเลยที่ได้รับการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเช่นนี้
พวกเขาไม่สามารถระบุวันที่ของเหตุการณ์นี้ได้แน่ชัด หรือบอกไม่ได้ว่าเกิดขึ้นก่อนหรือหลังดาวเคราะห์น้อยที่ทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตชิกซูลุบ
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า อุกกาบาตลูกนี้มีขนาดเล็กกว่า และอาจมาพุ่งชนชั้นบรรยากาศของโลกในช่วงปลายยุคครีเทเชียส และทำให้เกิดลูกไฟขึ้น
“ลองนึกภาพว่าดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนเมืองกลาสโกว์ แล้วคุณอยู่ในเมืองเอดินบะระ ห่างออกไปประมาณ 50 กิโลเมตร ลูกไฟจะมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าประมาณ 24 เท่า ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ต้นไม้และพืชต่าง ๆ ในเอดินบะระลุกเป็นไฟได้” ดร.นิโคลสันกล่าว
หลังจากนั้น ก็เกิดแรงระเบิดในอากาศที่ดังมาก ก่อนที่แรงสั่นสะเทือนจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 และส่งน้ำจำนวนมหาศาลกระจายออกจากพื้นทะเล และไหลกลับลงมาในภายหลังจนเกิดรอยประทับที่เป็นเอกลักษณ์บนพื้นทะเล
เป็นเรื่องแปลกที่ดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่จะมุ่งหน้ามาสู่ดาวเคราะห์ของเราในเวลาใกล้ ๆ กัน ซึ่งนักวิจัยยังคงไม่ทราบว่า เหตุใดดาวเคราะห์น้อยทั้งสองจึงพุ่งชนโลกในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
ดาวเคราะห์น้อยที่ทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตนาดีร์มีขนาดกว้างประมาณ 450-500 เมตร และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันพุ่งชนโลกด้วยความเร็วประมาณ 72,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ขนาดดังกล่าวของดาวเคราะห์น้อยนาดีร์เท่ากับดาวเคราะก์น้อยเบนนู (Bennu) ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายที่สุดที่โคจรรอบโลกในปัจจุบัน
นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า วันที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดที่เบนนูจะพุ่งชนโลกคือวันที่ 24 ก.ย. 2182 ตามข้อมูลของนาซา แต่ยังคงมีความน่าจะเป็นเพียง 1 ใน 2,700 เท่านั้น
อ่านงานวิจัยฉบับเต็ม ที่นี่
เรียบเรียงจาก BBC