เมื่อวันที่ 4 มี.ค. แถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศจีนระบุว่า “หากสงครามคือสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ จะเป็นสงครามภาษี สงครามการค้า หรือสงครามประเภทอื่นๆ จีนพร้อมที่จะต่อสู้จนถึงที่สุด” ก่อนที่ต่อมาสถานเอกอักราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ จะโพสต์ข้อความดังกล่าวซ้ำบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X
นี่นับเป็นหนึ่งในข้อความรุนแรงที่สุดจากฝ่ายจีน หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 และออกคำสั่งตั้งกำแพงภาษีเม็กซิโก แคนาดา รวมถึงจีน ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 20 ม.ค.
ส่วนในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ประกาศเพิ่มงบประมาณกลาโหม 7.2% เป็นมูลค่า 245,000 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 นี้ เพื่อส่งเสริมความยิ่งใหญ่และทันสมัยของกองทัพในการรับมือกับความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ หลังจากที่สหรัฐฯ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และประเทศที่อ้างสิทธิ ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในทางทหารมากขึ้น ตลอดจนเพื่อท้าทายอิทธิพลทางทหารของสหรัฐในเอเชียด้วย
โดยการใช้จ่ายด้านกองทัพของจีนเพิ่มขึ้นตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ตามการเติบโตของเศรษฐกิจ จีนมีงบประมาณด้านกลาโหมสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาที่เป็นคู่แข่งหลักทางยุทธศาสตร์
อย่างไรก็ตาม กองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) มีจำนวนบุคลากรมากกว่ากองทัพสหรัฐฯ
จีนตั้งงบประมาณด้านกลาโหมปีนี้ไว้ที่ 1.78 ล้านล้านหยวน (ราว 8.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งยังน้อยกว่าสหรัฐฯ ราว 1 ใน 3
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์มระบุว่า การใช้จ่ายในกองทัพของจีนปีที่แล้วคิดเป็น 1.6% ของจีดีพี น้อยกว่าสหรัฐฯ หรือรัสเซียมาก แต่การขยายตัวด้านกลาโหมของจีนถูกจับจ้องด้วยความสงสัยโดยสหรัฐฯ รวมถึงมหาอำนาจอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งจีนมีกรณีพิพาทดินแดนเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก
นอกจากนี้ จีนยังแสดงอิทธิพลมากขึ้นในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนอ้างสิทธิเกือบทั้งหมด แม้ว่าศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศจะมีคำตัดสินว่าคำกล่าวอ้างของจีนไม่เหตุผลรองรับ
การเพิ่มรายจ่ายกองทัพของจีนยังสร้างความกังวลให้กับไต้หวัน ซึ่งจีนอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีน และพร้อมที่จะใช้กำลังในการควบรวม หากจำเป็น