สื่อเกาหลีใต้ยังคงเกาะติดรายงานความเคลื่อนไหว และพฤติกรรมของสแกมเมอร์ ในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อมูลที่ได้จากเหยื่อที่หนีรอดออกมาได้ เช่น ชายเกาหลีใต้คนหนึ่งที่หนีมาได้ เปิดใจแฉพฤติกรรมของตำรวจกัมพูชา ที่ไม่ยอมจับนายทุนจีน และยังรีดทรัพย์รับสินบนจากเหยื่อ นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่า แก๊งสแกมเมอร์ กำลังย้ายฐานหนีการปราบปรามไปพื้นที่ห่างไกล โดยเพจ Around the World ได้รวบรวมข้อมูลจากสื่อในเกาหลีใต้
ระบุถึงข้อมูลสแกมเมอร์ในกัมพูชา มีเนื้อหาบางช่วงระบุว่า กลุ่มอาชญากรรมในกัมพูชาเริ่มเคลื่อนย้ายฐานจากศูนย์กลางขนาดใหญ่ไปยัง พื้นที่ห่างไกล เช่น เกาะร้าง หรือ เขตชายแดน และบางกลุ่มก็อพยพไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม, เมียนมา, หรือลาว
หนึ่งในผู้ที่ทำงานอยู่ใน “คอมเพล็กซ์อาชญากรรม” แห่งหนึ่งในกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Yonhap ว่า คอมเพล็กซ์ที่สีหนุวิลล์เริ่มย้ายตั้งแต่เดือนก่อน ส่วนที่พนมเปญเริ่มเคลื่อนย้ายต้นเดือนที่ผ่านมานอกจากนี้ยังมีรายงานว่า กลุ่มอาชญากรรมบางส่วนรีบเคลื่อนย้ายเฉพาะชาวเกาหลีใต้ ออกจากพื้นที่ก่อน และมีการเคลื่อนไหวรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ซึ่งปัจจุบันเขตชายแดนติดกับเมียนมาและลาว รวมถึงพื้นที่ที่ห่างไกลในเวียดนาม กลายเป็นจุดที่กลุ่มเหล่านี้เริ่มตั้งฐานใหม่อย่างเงียบ ๆ
จากข้อมูลยังมีการอ้างอิงจากแหล่งข่าวรายหนึ่งว่า กำลังมีการสร้างนิคมขนาดใหญ่ รองรับคนได้ราว 40,000 คน บนเกาะร้างที่ต้องนั่งเรือจากกัมพูชาไปราว 2–3 ชั่วโมง ถ้าถูกพาตัวไปที่นั่นโดยไม่ได้จ่ายเงินค่าไถ่ ในระดับหลายสิบล้านวอน ก็แทบถือว่าเสียชีวิตแล้ว
ข้อมูลจากสื่อ "koreajoongangdaily" เปิดเผยถึงบทสัมภาษณ์ของเหยื่อชายชาวเกาหลีใต้รายหนึ่ง ชื่อ ฮอ มิน-จอง อายุประมาณ 40 ปี ที่เล่าว่า ได้ไปเที่ยวที่สีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา เพียงลำพังเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังเข้าบ่อนกาสิโนแห่งหนึ่งพร้อมกับคนรู้จัก ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติเกาหลีใต้ และได้พบกับคนจีนกลุ่มหนึ่งผ่านการแนะนำของเพื่อน มีการดื่มสังสรรด้วยกัน
ไม่นานเพื่อนร่วมชาติเดินลุกออกไปจากโต๊ะไป ก่อนจะถูกกลุ่มชายชาวจีนล็อกประตู พร้อมขู่กรรโชกเอาเงิน โดยให้โทรศัพท์หาเพื่อน และบอกว่าจะปล่อยตัวก็ต่อเมื่อยอมจ่ายเงิน 5,000 - 10,000 ดอลลาร์ หรือ ราว 162,000 - 325,000 บาท โดยคนกลุ่มนี้เอาทรัพย์สินของนายฮอไปหมด เหลือไว้เพียงโทรศัพท์มือถือ เปิดทางให้เขาติดต่อสถานทูตเกาหลีใต้ผ่านทางเทเลแกรม
ซึ่งนาย ฮอ มิน-จอง เล่าว่า สถานทูตขอให้กรอกแบบฟอร์มหลายอย่างและส่งรูปถ่ายของสถานที่ที่ถูกกักขัง แต่เป็นสิ่งที่เขาแทบทำไม่ได้ เนื่องจากถูกจับตาอยู่ ท้ายที่สุดเขาส่งข้อความสั้นๆ เล่าสถานการณ์ แต่สถานทูตบอกว่าคงใช้เวลา 2 ถึง 3 วัน
นายฮอ เล่าต่อว่า อาคารที่ถูกนำตัวไปดูเหมือนตึกธรรมดาทั่วไป แต่ตั้งแต่ชั้น 5 ไปจนถึงชั้น 20 มันเต็มไปด้วยสำนักงานคอลเซ็นเตอร์ โดยเขาถูกทำร้าย 3 วัน ด้วยการทุบตีด้วยขวดและจี้ด้วยบุหรี่ บีบคับให้ทำงาน โดยบอกว่าจะมีรายได้
ในวันที่ 3 แก๊งที่ลักพาตัว ได้ขายเขาให้นายหน้าชาวจีนเชื้อสายเกาหลี ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้าเพื่อปฏิบัติการสแกมเมอร์ ต่อมา 8 ก.ค. ตำรวจกัมพูชาจู่โจมอาคารดังกล่าว แต่แทนที่จะจับกุมแก๊งผู้กระทำผิด ตำรวจกลับจับกุมนายฮอ พร้อมกับเหยื่อรายอื่น ซึ่งนายฮอจำเป็นต้องปิดปากเงียบ เพื่อไม่ให้รู้ว่าเป็นคนแจ้งไปยังตำรวจ
ที่สถานีตำรวจ นายฮอเล่าว่า ถูกคุมขังในห้องขังเล็กๆ มีเศษหญ้าอยู่บนพื้นที่สกปรก และไม่มีที่บังฝนใดๆ โดยห้องขังแออัดมาก ราวกับอยู่ในนรก มีคนกว่า 35 คน แออัดอยู่ในห้องขนาด 4-5 เมตร แทบไม่มีอากาศแทบหายใจ
ได้รับน้ำสกปรกวันละ 2 ขวด และข้าวสวยพร้อมไข่ครึ่งใบวันละ 2 มื้อ โดยถูกคุมขังอยู่ในนั้นราว 5 สัปดาห์ ผู้ต้องขังคนอื่นๆ เล่าให้ฟังว่า ผู้กระทำผิดบางคนติดสินบนตำรวจหลังถูกจับ โดยจ่ายเงินแก่ผู้บัญชาการตำรวจ 100,000 ดอลลาร์ เพื่อให้ได้อยู่ในห้องแอร์ ก่อนได้รับการปล่อยตัว
ในวันที่ 11 ส.ค. นายฮอถูกย้ายไปยังศูนย์กักกันคนเข้าเมืองแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาบอกว่ามีขนาดใหญ่กว่าห้องขังเล็กน้อย โดยเจ้าหน้าที่เรียกร้องเงิน 1 ล้านวอน สำหรับการเข้าถึงโทรศัพท์ และจนถึงตอนนั้น เขาก็ยังไม่ได้พบเจอหน้าใครจากสถานทูตเกาหลีใต้
หลังจากนั้นผ่านไป 3 สัปดาห์ ในวันที่ 31 ส.ค. ท้ายที่สุด นายฮอ กลับสู่เกาหลีใต้ ภายใต้ความช่วยเหลือจากสำนักงานของนายปาร์ค ชาน-แด สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งประสานงานความพยายามช่วยเหลือชาวเกาหลีใต้ ที่ติดอยู่ในกัมพูชา ซึ่งเขาเรียกเหตุการณ์นั้นว่า "61 วันแห่งขุมนรก”