เมื่อวันที่ 21 ต.ค. กองทัพยูเครนแถลงว่า ได้โจมตีโรงงานเคมีของรัสเซียโดยใช้ขีปนาวุธ “สตอร์มชาโดว์” (Storm Shadow) ที่ผลิตในสหราชอาณาจักร
กองทัพยูเครนกล่าวว่าการโจมตีครั้งนี้เป็น “การโจมตีที่ประสบความสำเร็จ” และสามารถเจาะระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียได้ และพวกเขากำลังประเมินผลของการโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธครั้งใหญ่
กองทัพยูเครนระบุในโพสต์บน X ว่า “โรงงานเคมีไบรอันสก์เป็นโรงงานสำคัญของกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารของรัฐผู้รุกราน”
พวกเขาเสริมว่า “โรงงานแห่งนี้ผลิตดินปืน วัตถุระเบิด และส่วนประกอบเชื้อเพลิงจรวดที่ใช้ในกระสุนและขีปนาวุธที่ศัตรูใช้เพื่อยิงถล่มดินแดนยูเครน”
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นที่จับตา เนื่องจากรัฐบาลรัสเซียได้เตือนชาติตะวันตกไม่ให้มอบมอบอาวุธที่สามารถโจมตีระยะไกลได้แก่ยูเครน แต่ยูเครนกล่าวว่าจำเป็นต้องโจมตีโรงงานของรัสเซียที่มีบทบาทสำคัญในสงคราม
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ และผู้นำยุโรปคนอื่น ๆ ประกาศว่า จะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซีย จนกว่าผู้นำรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน “จะพร้อมสร้างสันติภาพ”
แถลงการณ์ร่วมซึ่งลงนามร่วมกันโดยผู้นำยูเครน เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี โปแลนด์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ สหภาพยุโรป และนอร์เวย์ ระบุว่า “ยูเครนต้องอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งที่สุด ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการหยุดยิงใด ๆ”
การโจมตีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากการประชุมที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดียูเครน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี โดยผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าเขาไม่พร้อมที่จะส่งมอบขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กให้กับยูเครน
ในตอนแรกทรัมป์ตกลงกับปูตินที่จะหารือที่ฮังการีเกี่ยวกับสงครามในยูเครน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่แผนดังกล่าวถูกระงับไปแล้ว หลังรัสเซียปฏิเสธที่จะรับข้อเสนอหยุดยิง
เรียบเรียงจาก BBC