สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา รายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 26 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา กัมพูชาและไทยได้เริ่มถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ระยะแรกบางส่วน จากพื้นที่ขัดแย้งบริเวณชายแดน เพื่อกลับสู่ฐานทัพเดิม ภายใต้การสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT)
โดยเฟซบุ๊กของกระทรวงข่าวสารของกัมพูชาได้รายงานสดพร้อมเผยแพร่ภาพการดำเนินการดังกล่าวเป็นเวลาเกือบ 10 นาทีด้วย
ขณะที่สำนักข่าวกัมพูชา Agence Kampuchea Press (AKP) ระบุว่า การปรับกำลังและถอนอาวุธหนักดังกล่าวเกิดขึ้นที่หมู่บ้านธรรมชาติ ตำบลสระแอม อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร
การลดระดับความตึงเครียดทางทหารในครั้งนี้มีขึ้นหลังจากการลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยความขัดแย้งชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทยที่ประเทศมาเลเซียเมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกัน โดยมีนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย เป็นผู้ลงนาม และมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน
รายงานข่าวของ Fresh News ระบุด้วยว่า นี่ถือเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งสำหรับกัมพูชาและไทย เป็นวันที่ยืนยันความเชื่อร่วมกันว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เสมอ หากประเทศต่างๆ มีความกล้าและสติปัญญาที่จะร่วมกันไขว่คว้า
นอกจากนี้ ยังระบุว่า กัมพูชายืนยันความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้อย่างเต็มที่และจริงใจ รวมถึงจะเดินหน้าร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับไทยและพันธมิตรทุกฝ่าย เพื่อให้สันติภาพนี้คงอยู่และก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่จับต้องได้ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศและพันธมิตรให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน วุฒิสภากัมพูชาได้ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีและสนับสนุนการลงนามปฏิญญาร่วมระหว่างไทยและกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวานนี้ (26 ต.ค.)
โดยวุฒิสภากัมพูชาระบุว่า ปฏิญญาร่วมฉบับนี้ได้เปิดบทใหม่ในประวัติศาสตร์ของการแสวงหาสันติภาพและการสานต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ภายหลังจากที่เกิดความตึงเครียดตามแนวชายแดนในช่วงที่ผ่านมา
วุฒิสภากัมพูชาขอสนับสนุนกรอบความร่วมมือที่มีความชัดเจนและครอบคลุม มาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนกัมพูชา และเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ผ่านการลดความตึงเครียดอย่างเร่งด่วน การแก้ไขปัญหาด้านมนุษยธรรมที่สำคัญ
รวมถึงการปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกคุมขัง และการจัดตั้งกลไกทวิภาคีและระดับภูมิภาคที่เข้มแข็ง
เช่น คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เพื่อสร้างเสถียรภาพระยะยาว และสานต่อการเจรจาในประเด็นพรมแดนที่ยังคงค้างอยู่
พร้อมย้ำจุดยืนของกัมพูชาคือ ทุกปัญหาชายแดนต้องได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกที่มีอยู่และกฎหมายระหว่างประเทศ
วุฒิสภากัมพูชายังแสดงความขอบคุณอย่างลึกซึ้งต่อบุคคลสำคัญระดับนานาชาติที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้การประนีประนอมครั้งนี้บรรลุผล โดยเฉพาะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย