จากกรณีที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยระบุว่า เป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนนั้น ปรากฏว่ามีความเคลื่อนไหวจากฝั่งกัมพูชา โดยมีผู้ออกมาวิเคราะห์ว่า นายอนุทินจะไม่สามารถกลับคืนสู่อำนาจได้อีก
เขียว รามี รัฐมนตรีประจำสำนักสภา และประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา กล่าวเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 68 ว่า “นายอนุทินจะไม่สามารถกลับมามีอำนาจได้อีก เพราะความหวังเดิมของเขาที่จะฟื้นฟูความนิยมโดยการร่วมมือกับกองทัพรุกรานกัมพูชานั้นไม่สามารถทำได้อีกแล้ว”
เขียว รามี อธิบายว่า ประการแรก ประชาชนไทยส่วนใหญ่ ทั้งนักธุรกิจ นักเรียน และปัญญาชน ต่างเบื่อหน่ายกับการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองในประเทศไทย ประการที่สอง พวกเขาไม่สนับสนุนความเป็นปรปักษ์กับกัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต สูญเสียรายได้ และทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ
“ปัญญาชนไทยต่างรู้สึกอับอายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ คนไทยส่วนใหญ่รู้ดีว่ากัมพูชาไม่ได้เริ่มสงครามกับไทย อย่างที่พวกเขาบอก” เขียว รามี บอก
เขาเสริมว่า จะเห็นว่าในช่วงน้ำท่วม เมื่อทั้งรัฐบาลและกองทัพไทยลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย กัมพูชาก็ไม่ได้ยิงปืนใหญ่เพื่อเริ่มสงครามกับไทย
ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาบอกว่า ประชาชนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการสงครามกับกัมพูชา ยกเว้นกลุ่มหัวรุนแรง กลุ่มผู้สนับสนุนไทย และทหารไทย
เขียว รามี เน้นย้ำว่า กลุ่มที่กำลังก่อสงครามกับกัมพูชายังไม่เข้าใจจุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกัมพูชา ซึ่งพวกเขาได้มองข้ามไป นั่นคือ ประชาชน
นอกจากความแข็งแกร่งของความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ของผู้นำรัฐบาลแล้ว ปัจจัยด้านความสามัคคีและความโกรธแค้นที่เกิดจากการดูหมิ่นของกลุ่มหัวรุนแรงไทย ทำให้คนหนุ่มสาวและผู้สูงอายุรวมตัวกันอย่างแข็งแกร่งเพื่อบริจาคเงิน สิ่งของ และพร้อมที่จะรับใช้ชาติในกองทัพหากถูกเรียกตัวเพื่อปกป้องแผ่นดินจากการรุกรานและการดูหมิ่นจากศัตรูในอดีต