ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า ได้สั่งยกเลิกแผนการเดินทางของ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขย ที่เดิมมีกำหนดเยือนปากีสถานเพื่อหารือเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา เพียงไม่นานหลังจากคณะผู้แทนรัฐบาลเตหะรานออกจากกรุงอิสลามาบัด
ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลว่า เพิ่งยกเลิกการเดินทางของตัวแทนไปยังกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานเพื่อพบกับฝ่ายอิหร่าน
โดยทรัมป์ระบุว่า "เสียเวลาเดินทางเกินไป งานเยอะเกินไป นอกจากนี้ ยังมีความขัดแย้งและความสับสนอย่างมากในหมู่ผู้นำของพวกเขา ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ แม้แต่พวกเขาเองก็ตาม และที่สำคัญ เราถือไพ่เหนือกว่าพวกเขา ถ้าพวกเขาอยากคุย สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็แค่ต่อสายโทรมา"
ในเวลาต่อมา ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงการตัดสินใจดังกล่าวว่า การเจรจาในปากีสถานนั้นต้องใช้เวลาในการเดินทางและเสียค่าใช้จ่ายมาก รวมถึง ข้อเสนอสันติภาพฉบับล่าสุดของอิหร่านนั้นยังไม่ดีพอสำหรับตนเอง
"คุณคงได้ยินแล้วว่าเรายกเลิกการเดินทาง เรามีไพ่ทั้งหมดอยู่ในมือ เราจะไม่ใช้เวลา 15 ชั่วโมงบนเครื่องบิน บินไปบินกลับ เพื่อรับเอกสารที่ไม่ดีพอ ดังนั้น เราจะจัดการกันทางโทรศัพท์และพวกเขาสามารถโทรหาเราได้ทุกเมื่อ" ทรัมป์กล่าว
เขาเสริมว่า อีกครั้ง เรามีไพ่ทั้งหมด พวกเขาแทบไม่เหลือกำลังทหารแล้ว แทบไม่เหลือผู้นำด้วยซ้ำ เราไม่รู้ว่าใครคือผู้นำ ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นผู้นำ ผมคิดว่าพวกเขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นผู้นำ นั่นสำคัญมาก
“ทรัมป์” เสริมว่า ข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผล แม้ความหวังในการเจรจาแบบพบหน้ากันอีกครั้งจะลดลงก็ตาม
ต่อคำถามที่ว่า การยกเลิกการเดินทางของผู้แทนสหรัฐฯ หมายความว่า สงครามจะกลับมาปะทุหรือไม่ ทรัมป์กล่าวกับเว็บไซต์ข่าว Axios ว่า ไม่ได้หมายความแบบนั้นและไม่ได้คิดเรื่องนั้นด้วยซ้ำ
ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านที่มีกำหนดเดินทางต่อไปยังโอมานและรัสเซีย โพสต์ข้อความบน X ระบุว่า การเยือนปากีสถานในครั้งนี้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พร้อมเสริมว่า ได้แบ่งปันจุดยืนของอิหร่านเกี่ยวกับกรอบแนวทางที่เป็นไปได้สำหรับการยุติสงครามกับเตหะรานอย่างถาวร แต่ยังไม่เห็นว่า สหรัฐฯ จะจริงจังกับการเจรจาทางการทูตหรือไม่
ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามหยุดชะงัก แม้ทรัมป์จะขยายเวลาหยุดยิงออกไปไม่มีกำหนด จากเดิมที่จะสิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 เมษายน เพื่อเปิดทางให้การเจรจาดำเนินต่อไป
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ฝ่ายยังคงเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียดเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก หลังอิหร่านจำกัดการผ่านของเรือในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้สหรัฐฯ เพิ่มกองเรือรบในช่องแคบ เพื่อสกัดกั้นการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน รวมถึง ความขัดแย้งเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเตหะรานที่ สหรัฐฯ และอิสราเอล ระบุว่า เป็นต้นตอดความขัดแย้งในปัจจุบัน
ผบ.สหรัฐฯ เตือนคลังอาวุธตึงตัว
หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทม์สของสหรัฐฯ รายงานว่า ผู้บัญชาการทหารได้แสดงความเป็นกังวลว่า การย้ายอาวุธนำวิถีพิสัยไกลจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับสหรัฐฯ เกี่ยวกับความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามในพื้นที่อื่น ๆ
โดยนับตั้งแต่สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. กองทัพได้ยิงขีปนาวุธล่องหนพิสัยไกลแล้วประมาณ 1,100 ลูก ซึ่งเดิมถูกเก็บสำรองไว้สำหรับปฏิบัติการที่อาจเกิดขึ้นกับจีน
รายงานการประเมินภายในของกระทรวงกลาโหมหรือเพนตากอนของสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่สภาคองเกรส ระบุว่า คลังอาวุธที่ลดลงประกอบด้วย ขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์ก ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต ตลอดจน ขีปนาวุธโจมตีแม่นยำ (Precision Strike Missile : PrSM) และขีปนาวุธนำวิถีจากพื้นสู่พื้นอะแทคซิมส์ (ATACMS) มากกว่า 1,000 ลูก
เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น กองทัพสหรัฐฯ ได้เคลื่อนย้ายกระสุนและอาวุธจากฐานทัพในเอเชียและยุโรป ไปยังตะวันออกกลาง ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาคเหล่านั้น
รายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงความกังวลที่ลึกกว่านั้นเกี่ยวกับการที่กองทัพอเมริกา พึ่งพาขีปนาวุธราคาแพงมากเกินไป รวมถึง ข้อสงสัยที่ว่า อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เร็วพอหรือไม่ โดยกระทรวงกลาโหม เตือนว่า อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กลับมาเต็มคลังได้
อิหร่านอ้าง ขีปนาวุธส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกใช้งาน
สำนักข่าวทัสนิมของอิหร่านรายงานอ้าง พลเอก เรซา ทาลาอี-นิก โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ขีดความสามารถด้านขีปนาวุธส่วนใหญ่ของเตหะรานยังไม่ถูกนำมาใช้ในการทำสงครามกับสหรัฐฯ
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า กองกำลังอิหร่านรักษาความเหนือกว่าทางอากาศอย่างสมบูรณ์เหนืออิสราเอล และมีการใช้ขีปนาวุธเพียงบางส่วนเท่านั้นในช่วงสงคราม 40 วัน
ต่อประเด็นเรื่องการเผชิญหน้าทางทะเล โฆษกกระทรวงกลาโหมของอิหร่าน อ้างว่า เรือรบของฝ่ายตรงข้ามถอยห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรจากทะเลโอมาน เพื่อตอบสนองต่อปฏิบัติการที่เด็ดขาดของกองกำลังอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้นนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ซึ่งสร้างความผันผวนให้กับตลาดพลังงานโลกและเพิ่มความกังวลว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ
“เนทันยาฮู” สั่งถล่ม “ฮิซบอลเลาะห์” อ้างละเมิดหยุดยิง
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออกคำสั่งให้กองทัพอิสราเอล ดำเนินการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน เพื่อเป็นการตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ละเมิดการหยุดยิงระหว่างอิสราเอล-เลบานอน เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยเนทันยาฮูได้กำชับว่า ให้กองทัพอิสราเอลโจมตีเป้าหมายกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอย่าง "เด็ดขาด"
ภายหลังไม่กี่ชั่วโมงจากการประกาศดังกล่าว กองทัพอิสราเอลได้ออกมาระุบว่า ได้ทำการสังหารกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนไปแล้ว 15 ราย รวมไปถึงพลขับอีก 3 ราย ที่ขับรถขนยุทโธปกรณ์
พร้อมกล่าวหาว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ใช้โดรนโจมตีถล่มทหารอิสราเอล ในพื้นที่เมืองคันทารา ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยโดรนดังกล่าวระเบิดใกล้กับกองทัพอิสราเอล แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ
นอกจากนี้ ทางกองทัพอิสราเอลยังระบุต่ออีกว่า ยังพบลังอาวุธต่อต้านรถถังในคลังเก็บอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และในอุโมงค์ใต้ดินยังพบลังอาวุธปืนอาก้าอีกด้วย
เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา ทางกองทัพอิสราเอลออกมาระบุว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้โจมตีด้วยจรวดใส่ 3 พื้นที่ตลอดทั้งคืน และทำการตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์กลับ ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลยังได้ประกาศเตือนห้ามชาวเลบานอนเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ตามแนวแม่นํ้าลิทานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่การสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์กำลังดำเนินอยู่
ทหารอิสราเอลปล้นบ้านเรือน-ร้านค้าในเลบานอน
ฮาเรตซ์ (Haaretz) สื่อสายเสรีนิยมของอิสราเอล รายงานว่า ทหารประจำการและทหารกองหนุนของกองทัพอิสราเอลปล้นสะดมทรัพย์สินของพลเรือนจำนวนมากจากบ้าน และร้านค้าในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน โดยผู้บังคับบัญชาเองก็รับทราบ แต่ไม่ได้มีการดำเนินการทางวินัยเพื่อหยุดยั้งเหตการณ์ดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ อิสราเอลประกาศควบคุมหมู่บ้าน 55 แห่งทางตอนใต้ของเลบานอนว่าเป็นอยู่ภายใต้ “เส้นสีเหลือง” (Yellow Line) แนวควบคุมที่กำหนดขึ้นเองเหมือนในฉนวนกาซา พร้อมห้ามผู้อยู่อาศัยกลับเข้าบ้านและโจมตีผู้ที่พยายามเข้าใกล้พื้นที่
สื่ออิสราเอลที่รายงานอ้างคำให้การของทหารและผู้บัญชาการภาคสนามที่ประจำการในพื้นที่ ระบุว่า การขโมยมอเตอร์ไซค์ โทรทัศน์ ภาพวาด โซฟา และพรม กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายและซ้ำ ๆ โดยทหารจะนำของที่ขโมยมาใส่รถของตัวเองเมื่อออกจากเลบานอน โดยไม่แม้แต่จะพยายามปกปิด
ทหารบางนายกล่าวว่า ผู้บังคับบัญชารับรู้ถึงความร้ายแรงของปัญหา แต่ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ บ้างก็เพิกเฉยต่อพฤติกรรมดังกล่าว ขณะที่บางส่วนตำหนิด้วยวาจาแต่ไม่ลงโทษผู้กระทำผิด
นอกจากนี้ ทหารอีกหลายนายยังระบุว่า การปล้นสะดมเลวร้ายลงเพราะขาดการกำกับดูแลเพราะเมื่อไม่มีการลงโทษก็เท่ากับว่าสามารถทำได้ แต่หากมีการไล่ออก จำคุก หรือส่งสารวัตรทหารไปประจำชายแดน เหตุการณ์นี้ก็จะหยุดทันที
อย่างไรก็ตาม ระดับการปล้นสะดมแตกต่างกันไปในแต่ละหน่วย บางหน่วยแทบไม่มี ขณะที่บางหน่วยเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ขึ้นอยู่กับความเข้มงวดในการรักษาวินัยของผู้บังคับบัญชาแต่ละหน่วย
ปัจจุบัน กองทัพอิสราเอลมี 5 กองพลที่ปฏิบัติการในตอนใต้ของเลบานอน
ฮาเรตซ์รายงานด้วยว่า การปล้นทรัพย์เพิ่มขึ้นเมื่อรูปแบบการสู้รบในทางตอนใต้ของเลบานอนเปลี่ยนไป เนื่องจากนักรบของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จำนวนมากย้ายขึ้นไปทางเหนือ ทำให้ทหารของอิสราเอลต้องประจำอยู่ในพื้นที่พลเรือนที่ถูกทิ้งร้างเป็นเวลานาน
ทั้งนี้ การปล้นสะดมทรัพย์สินพลเรือนไม่ใช่เรื่องใหม่ในหมู่ทหารอิสราเอล เนื่องจากมีรายงานเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ระหว่างสงครามในฉนวนกาซา ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา
เรียบเรียงจาก Al Jazeera / CNN / The Guardian