หลังเกิดเหตุการณ์ที่กองกำลัง IRGC ของอิหร่านโจมตียูเออี จนเกิดเพลิงไหม้คลังน้ำมัน บริเวณท่าเรือฟูไจราห์ ทำให้ชาติอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ออกมาประณามการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน เรียกร้องให้มีการลดความตึงเครียด และใช้การทูตในการแก้ไขสถานการณ์ในภูมิภาค
แถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่เผยแพร่หลังเกิดเหตุการณ์กองกำลัง IRGC ของอิหร่านโจมตียูเออี จนทำให้เกิดเพลิงไหม้คลังน้ำมัน บริเวณท่าเรือฟูไจราห์
โดยซาอุดิอาระเบียแสดงความกังวลต่อการยกระดับทางทหารในภูมิภาค และเรียกร้องให้มีการลดความตึงเครียด การยับยั้งชั่งใจ รวมถึงสนับสนุนการไกล่เกลี่ยของปากีสถานเพื่อร่วมหาทางออก และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการสั่นคลอนความมั่นคงและเสถียรภาพ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคและโลก โดยยังได้เน้นย้ำไปถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ รวมถึงเหตุการณ์โจมตีคลังน้ำมัน และเรือน้ำมันบริเวณท่าเรือฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี)
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ได้ออกแถลงการณ์ ขอประณามอย่างรุนแรงต่อการรุกรานจากอิหร่านที่มุ่งเป้าไปยังเรือบรรทุกน้ำมันของยูเออีด้วยโดรน 2 ลำ ขณะที่เรือกำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
โดยกาตาร์ถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นการละเมิดกฎเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศ และเสรีภาพในการเดินเรืออย่างชัดเจน รวมถึงเป็นการฝ่าฝืนมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติฉบับที่ 2817 อย่างร้ายแรง
กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ ยืนยันถึงการปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ต่อการใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดัน และเรียกร้องให้เปิดช่องแคบอีกครั้งโดยไม่มีเงื่อนไข รวมถึงการย้ำว่าความเสรีภาพในการเดินเรือในเส้นทางสำคัญนี้ พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการหยุดยั้งการโจมตีที่ไม่เหมาะสมของอิหร่านต่อทรัพย์สินของประเทศพันธมิตรในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ก็ยืนยันความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างเต็มที่ของกาตาร์ต่อยูเออี และสนับสนุนทุกมาตรการที่ยูเออีจะดำเนินการเพื่อรักษาทรัพย์สินของตน
ซึ่งนอกจากชาติอาหรับที่ออกมาประณามอิหร่านแล้ว ยังมีความเคลื่อนไหวจากผู้นำจากหลายประเทศ ที่ออกมาเคลื่อนไหวประณามเหตุโจมตีที่เกิดขึ้น อย่าง ประธานาธิบดี "เอ็มมานูเอล มาครง" ของฝรั่งเศส โพสต์ผ่าน X ระบุว่า การโจมตีของอิหร่านต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของยูเออีนั้นไม่สมควร และไม่สามารถยอมรับได้ โดยระบุถึงแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน คือการเกิดช่องแคบฮอร์มุซให้สัญจรได้อย่างเสรี ผ่านข้อตกลงที่จะรับประกันความมั่นคงแก่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อภัยคุกคามที่อิหร่านก่อขึ้นในด้านนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และกิจกรรมที่ทำให้ภูมิภาคไม่มั่นคง
ด้านนายกรัฐมนตรี "มาร์ก คาร์นีย์" ของแคนาดา ได้มีการเคลื่อนไหว ผ่าน X เช่นกัน ระบุว่าแคนาดา ประณามอย่างรุนแรงการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านต่อยูเออี โดยแคนาดายืนหยัดเคียงข้าง ประธานาธิบดีแห่งยูเออี และประชาชนของยูเออี พร้อมเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดและมีดำเนินการทางการทูตในภูมิภาค
ด้าน "เคียร์ สตาร์เมอร์" นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุว่า ความตึงเครียดนี้ต้องยุติลง อิหร่านจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าการหยุดยิงในตะวันออกกลางจะคงอยู่ต่อไป และบรรลุแนวทางแก้ไขทางการทูตในระยะยาว อีกทั้งจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการปกป้องพันธมิตรของอังกฤษในอ่าวเปอร์เซีย
นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวจากทาง "นเรนทรา โมดี" นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ระบุผ่าน X ประณามการกระทำของอิหร่านในการโจมตียูเออีที่ส่งผลให้พลเมืองชาวอินเดีย 3 คนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
โดยล่าสุด "เชห์บาซ ชารีฟ" นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ได้ออกแถลงการณ์ผ่าน X เช่นกัน โดยระบุว่า ปากีสถานประณามอย่างรุนแรงต่อโจมตีด้วยขีปนาวุธ และโดรนต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
พร้อมย้ำถึง การรักษาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯที่ควรต้องรักษาและเคารพข้อตกลงดังกล่าว และควรมุ่งกลับไปที่การเจรจาเพื่อนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในภูมิภาค