วันที่ 8 พ.ค. เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ตามเวลาประเทศไทย สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านรายงานเหตุระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าเป็น “การปะทะกันด้วยอาวุธ” ระหว่างกองกำลังติดอาวุธของอิหร่านกับ “ศัตรู”
สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน อ้างเจ้าหน้าที่ทหารที่ไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวว่า การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน โดยระบุว่า หน่วยของศัตรูในช่องแคบถูกยิงด้วยขีปนาวุธจากอิหร่าน
สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านรายงานว่า “ได้ยินเสียงระเบิดหลายครั้ง” ใกล้เมืองบันดาร์อับบาส โดยยังไม่ทราบต้นกำเนิดและตำแหน่งที่แน่ชัดของเสียงเหล่านั้น
สำนักข่าวฟาร์สเสริมว่า การตรวจสอบของสำนักข่าวพบว่า มีการยิงปะทะระหว่างกองกำลังติดอาวุธของอิหร่านกับศัตรู โดยส่วนที่เป็นท่าเรือพาณิชย์ในเกาะเกชม์ (Qeshm) ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย ถูกโจมตี
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวทัสนิมรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดหลายครั้งใกล้เกาะเกชม์และบันดาร์อับบาส
ขณะที่แหล่งข่าวบางส่วนให้ข้อมูลว่าเสียงระเบิดที่ได้ยินเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการโดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เพื่อยิงกระสุนเตือนเรือที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่ได้รับอนุญาต
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้งที่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านด้วย
กองบัญชาการทหารสูงสุดของอิหร่านกล่าวหาว่า “สหรัฐฯ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” และอ้างว่าสหรัฐฯ ได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่กำลังแล่นเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ ตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่บน Telegram โดยสถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐบาลอิหร่าน
แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งอ้างโฆษก ระบุว่า เรืออีกลำหนึ่งที่กำลังเข้าสู่ช่องแคบตรงข้ามกับท่าเรือฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ถูกโจมตีเช่นกัน
แถลงการณ์ระบุว่า การโจมตีทางอากาศยังเกิดขึ้นตามแนวชายฝั่งของบันดาร์ คามีร์ ซิริก และเกาะเกชม์ และเสริมว่า กองกำลังติดอาวุธของอิหร่านได้ตอบโต้ทันที โดยการโจมตีเรือรบของสหรัฐฯ ทำให้ได้รับความเสียหายอย่างมาก
ต่อมา กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงชี้แจงว่า “กองกำลังสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นการโจมตีที่ไร้เหตุผลของอิหร่าน และตอบโต้ด้วยการโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ขณะที่เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีของกองทัพเรือสหรัฐฯ แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังอ่าวโอมาน เมื่อวันที่ 7 พ.ค.”
“กองกำลังอิหร่านยิงขีปนาวุธ โดรน และเรือเล็กหลายลำ ขณะที่เรือ USS Truxtun , USS Rafael Peralta และ USS Mason (DDG 87) แล่นผ่านเส้นทางเดินเรือสากล ไม่มีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ถูกโจมตี”
“CENTCOM กำจัดภัยคุกคามที่เข้ามา และกำหนดเป้าหมายไปยังฐานทัพทหารอิหร่านที่รับผิดชอบในการโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ รวมถึงฐานยิงขีปนาวุธและโดรน สถานที่บัญชาการและควบคุม และศูนย์ข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และการลาดตระเวน”
“CENTCOM ไม่ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย แต่ยังคงประจำการและพร้อมที่จะปกป้องกองกำลังอเมริกัน”
จากนั้นเวลาประมาณ 05.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า เรือพิฆาตของอเมริกา 3 ลำ เพิ่งแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปได้อย่างปลอดภัยภายใต้การโจมตี เรือพิฆาตทั้งสามลำไม่ได้รับความเสียหาย แต่ฝ่ายอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก
“พวกเขาถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงพร้อมกับเรือเล็กจำนวนมากที่ใช้ทดแทนกองทัพเรือที่ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิง เรือเหล่านั้นจมลงสู่ก้นทะเลอย่างรวดเร็ว ขีปนาวุธถูกยิงใส่เรือพิฆาตของเรา แต่ก็ถูกยิงตกอย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับโดรนที่เข้ามาโจมตี แต่ก็ถูกเผาไหม้ขณะลอยอยู่ในอากาศ พวกมันร่วงลงสู่มหาสมุทรอย่างสวยงามราวกับผีเสื้อที่ร่วงลงสู่หลุมฝังศพ!” ทรัมป์ระบุ
เขาเสริมว่า “ประเทศปกติคงจะปล่อยให้เรือพิฆาตเหล่านี้ผ่านไปได้ แต่อิหร่านไม่ใช่ประเทศปกติ พวกเขาถูกนำโดยพวกบ้าคลั่ง และถ้าพวกเขามีโอกาสใช้อาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาก็จะทำโดยไม่ลังเล แต่พวกเขาจะไม่มีวันได้รับโอกาสนั้น และเช่นเดียวกับที่เราจัดการพวกเขาได้ในวันนี้”
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกอีกว่า “เราจะจัดการพวกเขาให้หนักหน่วงและรุนแรงกว่านี้ในอนาคต ถ้าพวกเขาไม่ยอมลงนามโดยเร็ว! เรือพิฆาตทั้งสามลำของเรา พร้อมลูกเรือที่ยอดเยี่ยม จะกลับเข้าร่วมการปิดล้อมทางทะเลของเรา ซึ่งเป็น ‘กำแพงเหล็ก’ อย่างแท้จริง
หลังเกิดเหตุปะทะ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังให้สัมภาษณ์สั้น ๆ กับ ABC News กล่าวว่า ข้อตกลงหยุดยิงยังไม่สิ้นสุด “ข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลอยู่ มันเป็นแค่การสะกิดเบา ๆ เท่านั้น”
ทางการจีนยืนยัน มีเรือน้ำมันจีนถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
วันที่ 8 พ.ค. กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงข่าวยืนยันว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่บรรทุกลูกเรือชาวจีนถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซจริงในสัปดาห์นี้ และแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเรือที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง
หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า มีชาวจีนอยู่บนเรือลำดังกล่าว แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บของลูกเรือ
สื่อจีน Caixin รายงานเมื่อวันที่ 7 พ.ค. ว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่จีนเป็นเจ้าของและมีเครื่องหมาย “เจ้าของและลูกเรือเป็นชาวจีน” ถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันที่ 4 พ.ค.
การโจมตีเกิดขึ้นก่อนการประชุมระหว่าง หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน และอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พ.ค. โดยทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบอีกครั้ง
จีนยังคงเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่านนับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน โดยการนำเข้าจากอิหร่านส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบในเดือน มี.ค.
แหล่งข่าวความมั่นคงทางทะเลระบุว่า เรือที่ได้รับความเสียหายเชื่อว่าเป็นเรือบรรทุกน้ำมันและสารเคมี JV Innovation ซึ่งจดทะเบียนในหมู่เกาะมาร์แชลล์ โดยเรือลำดังกล่าวได้รายงานเหตุไฟไหม้บนดาดฟ้าเรือไปยังเรือที่อยู่ใกล้เคียงในวันเกิดเหตุ
รายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นนอกชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในอ่าวเปอร์เซีย ใกล้กับมินาซาคร์
ยูเออีรายงานถูกอิหร่านโจมตี
วันที่ 8 พ.ค. กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ระบุในแถลงการณ์เป็นภาษาอาหรับว่า ขณะนี้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังรับมือกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน
แถลงการณ์ระบุว่า เสียงดังสนั่นไปทั่วประเทศเกิดจาก “ปฏิบัติการยิงขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่อง” โดย “ขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยที่ออกโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
ก่อนหน้านี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศว่าน่านฟ้าของตนปลอดจากภัยคุกคามเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ซึ่งตรงกับการเริ่มต้นหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ก็ยังคงสกัดกั้นการโจมตีอย่างต่อเนื่อง
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้รับความเสียหายจากการโจมตีจากอิหร่านมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
สหรัฐฯ เลื่อนส่งอาวุธให้พันธมิตรนาโต ชี้สงครามอิหร่านสำคัญกว่า
รัฐบาลสหรัฐฯ ได้แจ้งเตือนการเลื่อนส่งมอบอาวุธไปยังหลายชาติสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) เช่น สหราชอาณาจักร โปแลนด์ ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุนยูเครนในการทำสงครามกับรัสเซีย
การเตือนเกี่ยวกับการส่งมอบอาวุธที่ล่าช้ากว่ากำหนดสอดคล้องกับรายงานข่าวในช่วงปลายเดือน มี.ค. ที่ระบุว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯได้เปลี่ยนแผนการจัดส่งอาวุธใหม่ โดยยุทโธปกรณ์ที่เดิมทีถูกจัดเตรียมไว้ให้ยูเครน จะถูกส่งไปสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านแทน
พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่าการเติมคลังอาวุธของสหรัฐฯ ระหว่างปฏิบัติการโจมตีอิหร่านมีความสำคัญมากกว่าการส่งอาวุธให้ยูเครน
สำนักข่าววอชิงตันโพสต์รายงานว่าการหารือภายในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับการหาข้อยุติเกี่ยวกับปริมาณยุทโธปกรณ์ที่มอบให้ยูเครน
การพูดคุยกันยังรวมถึงความเป็นไปได้ที่จะงดการจัดส่งขีปนาวุธจากพื้นดินสู่อากาศ ซึ่งใช้งานกับระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกลแพทริออต MIM-104
ขณะที่ในช่วงต้นเดือน มี.ค. มีรายงานว่า ในช่วง 5 วันแรกของการทำสงครามกับอิหร่าน กองทัพสหรัฐฯต้องยิงขีปนาวุธกว่า 800 ลูก จากระบบป้องกันภัยทางอากาศ MIM-104 เพื่อสกัดขีปนาวุธจากอิหร่าน
นอกจากนี้ ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่สหรัฐฯนำไปประจำการในประเทศพันธมิตรรอบอ่าวเปอร์เซียเช่นกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต้อง ยังต้องยิงขีปนาวุธมากถึง 3 ลูก ต่อ 1 เป้าหมาย มากกว่าเกณฑ์มาตราฐานที่กำหนดไว้ที่ 2 ลูก ต่อ 1 เป้าหมาย ซึ่งบ่งชี้ถึงความแม่นยำในการโจมตีมีอัตราต่ำ ทำให้สหรัฐฯจำเป็นต้องใช้ขีปนาวุธจำนวนมาก และหมดลงอย่างรวดเร็ว
ปริมาณอาวุธที่ร่อยหรอลงไปอย่างรวดเร็วของสหรัฐฯ ทำให้ความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรยุโรปบางประเทศเกิดความตึงเครียด
เมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา วลาดิสลาฟ โคซิเนียก-คามิซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโปแลนด์ปฏิเสธที่จะให้สหรัฐฯ ยืมระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต เพื่อนำไปใช้ในการทำสงครามกับอิหร่าน
โดย โคซิเนียก-คามิซ ย้ำว่าความมั่นคงของโปแลนด์คือสิ่งสำคัญที่สุด พร้อมทั้งเตือนว่าประเทศในยุโรปที่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตไว้ใช้งานกำลังเผชิดสภาวะขาดแคลนเพราะต้องบริจาคยุทโธปกรณ์ชนิดนี้จำนวนมากให้กับยูเครน
เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลเยอรมนีที่แสดงความกังวลว่าประเทศตนเองยังขาดแคลนระบบป้องกันที่เพียงพอต่อการโจมตีทางอากาศ หรือ ขีปนาวุธ
เรียบเรียงจาก Al Jazeera / BBC / CNN / The Guardian