สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวานนี้ (14 พ.ค. 2569) ศูนย์ปฏิบัติการด้านการเดินเรือของสหราชอาณาจักร หรือ UKMTO รายงานว่า เกิดเหตุกลุ่มบุคคลไม่ทราบฝ่าย บุกขึ้นเรือลำหนึ่ง ซึ่งจอดทอดสมออยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของท่าเรือฟูไจราห์ ริมชายฝั่งทางเหนือของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แล้วบังคับทิศทางเรือมุ่งหน้าเข้าสู่เขตน่านน้ำของอิหร่าน แหล่งข่าวความมั่นคงทางทะเลระบุว่า เรือที่ถูกยึด คือเรือวิจัยด้านการประมงชื่อ “ฮุ่ย ฉวน” จดทะเบียนสัญชาติฮอนดูรัส
ปัจจุบัน เรือลำดังกล่าวหยุดส่งสัญญาณผ่านระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ และไม่สามารถติดต่อได้แล้ว ส่วนข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา พบเรือลำนี้อยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ของอิหร่านในอ่าวโอมาน
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นครั้งที่ 3 ที่มีการยึดเรือในน่านน้ำสากลของอ่าวเปอร์เซีย และช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา
อิหร่านคืนชีพแสนยานุภาพขีปนาวุธเกือบ 100%
สำนักข่าว เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ของสหรัฐอเมริกา รายงานโดยอ้างคำพูดของแหล่งข่าวด้านข่าวกรองที่เปิดเผยว่า ขณะนี้คลังสะสมขีปนาวุธของอิหร่านอยู่ที่ระดับประมาณ 70 % เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม อีกทั้งสามารถซ่อมแซมโรงงานผลิตยุทโธปกรณ์ดังกล่าวในเขตช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว 30 แห่ง จากทั้งหมด 33 แห่ง เช่นเดียวกับโรงงานเก็บขีปนาวุธและแท่นยิงที่ได้รับการซ่อมแซมกลับมาใช้งานได้แล้ว คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการสู้รบ
การทำลายคลังขีปนาวุธนับเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของกองทัพสหรัฐอเมริกา ควบคู่ไปกับการกำจัดแกนนำทางการเมืองของอิหร่าน แต่การเร่งทำลายยุทโธปกรณ์ในส่วนนี้ทำให้ ระบบป้องกันภัยทางอากาศของชาติพันธมิตร ต้องทำงานอย่างหนักจนขาดแคลนอาวุธสำหรับการยิงตอบโต้และสกัดกั้น
นอกจากนี้ ระบบเรดาร์หลายชุดที่ตั้งอยู่ในหลายชาติทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางได้ถูกทำลายอย่างรวดเร็ว สำหรับการเทคโนโลยีขีปนาวุธได้รับการพัฒนา และมีจำนวนอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา โดยมีเกาหลีเหนือให้การสนับสนุนด้านต่างๆ รวมถึงการช่วยสร้างฐานขีปนาวุธใต้ดินขนาดใหญ่ ภายใต้การปกป้องของป้อมปราการอันแน่นหนา ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยระบบขนส่งทางราง ซึ่งเป็นประโยชน์ และค่อนข้างปลอดภัยจากการโจมตี เมื่อจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายกำลังทหารและขีปนาวุธ