แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงชั่วคราวและลงนาม "บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด" เพื่อยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ แต่เส้นทางสู่ข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ยังเต็มไปด้วยอุปสรรคสำคัญที่อาจทำให้การเจรจาล้มเหลวได้ทุกเมื่อ
คณะผู้แทนของทั้งสองประเทศมีกำหนดเปิดการเจรจารอบใหม่ที่สวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ โดยมีกรอบเวลา 60 วันในการหาข้อยุติประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดของความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากยังคงตั้งข้อสงสัยว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้ภายในระยะเวลาดังกล่าวหรือไม่
"โครงการนิวเคลียร์" อุปสรรคสำคัญสุด
หนึ่งในประเด็นที่อาจทำให้การเจรจาสะดุดมากที่สุดคืออนาคตของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ใช้เป็นเหตุผลหลักในการทำสงคราม
แม้อิหร่านจะยืนยันอีกครั้งว่าจะไม่พัฒนาหรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่สหรัฐฯ ต้องการให้มีการกำจัดหรือส่งออกยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูงที่อิหร่านสะสมไว้ ขณะที่เตหะรานไม่ต้องการดำเนินการดังกล่าว แม้จะส่งสัญญาณว่ายอมพิจารณาการเจือจางยูเรเนียมแทนก็ตาม
อีกประเด็นที่ยังไม่มีข้อสรุปคือสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในอนาคต โดยสหรัฐฯ เคยเรียกร้องให้อิหร่านยุติกิจกรรมดังกล่าวทั้งหมด ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าเป็นสิทธิอธิปไตยที่ไม่อาจสละได้
นอกจากนี้ ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับระดับการตรวจสอบจากนานาชาติ โดยยังไม่ชัดเจนว่าอิหร่านจะยอมรับระบบตรวจสอบเข้มงวดแบบเดียวกับข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 หรือไม่
ช่องแคบฮอร์มุซยังอ่อนไหว
แม้ MoU กำหนดให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ แต่ยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารจัดการในอนาคต
โดยสหรัฐฯ ระบุว่าช่องทางเดินเรือควรเปิดให้ใช้งานได้อย่างเสรีและไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าตนเองควรมีบทบาทในการบริหารจัดการช่องแคบซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
ความกังวลดังกล่าวทำให้บริษัทเดินเรือหลายแห่งยังคงระมัดระวัง แม้จะมีการประกาศเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง
คว่ำบาตร-ปลดล็อกทรัพย์สินอายัด ยังเป็นโจทย์ยาก
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและการปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัดไว้หลายหมื่นล้านดอลลาร์
อิหร่านต้องการให้สหรัฐฯ ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ขณะที่วอชิงตันต้องการผูกการผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ เข้ากับการปฏิบัติตามข้อตกลงของอิหร่าน
แม้ MoU จะเปิดทางให้อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันได้ทันทีผ่านการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน แต่ก็ทำให้ทรัมป์ถูกวิจารณ์จากกลุ่มสายเหยี่ยวที่มองว่าสหรัฐฯ กำลังยอมอ่อนข้อให้อิหร่านมากเกินไป
"อิสราเอล" เป็นตัวแปรสำคัญ
อีกปัจจัยที่สร้างความกังวลคือท่าทีของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล แม้ทรัมป์จะพยายามผลักดันการหยุดยิงในเลบานอนเพื่อเอื้อให้เกิดการเจรจากับอิหร่าน แต่เนทันยาฮูยังคงย้ำว่าอิสราเอลไม่ได้ผูกพันตามข้อตกลงใด ๆ ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
อิหร่านเองก็ยืนยันว่าการยุติการสู้รบในเลบานอนเป็นเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงสันติภาพ ดังนั้น หากสถานการณ์ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มเฮซบอลเลาะห์กลับมาปะทุอีกครั้ง ก็อาจกระทบต่อการเจรจาทั้งหมด
ความแตกต่างด้านรูปแบบการเจรจา
นักวิเคราะห์ยังชี้ว่าความแตกต่างด้านวัฒนธรรมการเจรจาอาจเป็นอีกอุปสรรคสำคัญ ฝ่ายสหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ผู้แทนพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ มักต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วตามสไตล์ของทรัมป์
ในทางตรงกันข้าม อิหร่านมีประวัติการเจรจาที่ยืดเยื้อและให้ความสำคัญกับรายละเอียดเชิงเทคนิค ซึ่งเคยเป็นสาเหตุให้ความพยายามทางการทูตในอดีตล้มเหลวมาแล้ว
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า กรอบเวลา 60 วันอาจสั้นเกินไป เมื่อเทียบกับข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ที่ใช้เวลาราว 2 ปีจึงจะได้ข้อสรุป
ความไม่ไว้ใจยังฝังลึก
บรรยากาศแห่งความไม่ไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่ายยังเป็นอุปสรรคสำคัญ อิหร่านยังคงไม่เชื่อมั่นต่อทรัมป์ หลังกล่าวหาว่าสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีระหว่างที่การเจรจากำลังดำเนินอยู่ถึงสองครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา
ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ก็ระแวงว่าอิหร่านอาจใช้การเจรจาเพื่อซื้อเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์เชื่อว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต
นักวิเคราะห์มองว่า หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อยุติในประเด็นหลักได้ อาจมีทางเลือกเป็นการขยายระยะเวลาการเจรจาออกไป หรือจัดทำข้อตกลงบางส่วนแทน
อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาล้มเหลว ความเสี่ยงที่สงครามจะกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งก็ยังคงอยู่
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจทำให้การเจรจาสะดุด ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันจากกลุ่มสายเหยี่ยวในสหรัฐฯ และอิหร่าน ความเข้าใจที่แตกต่างกันต่อเนื้อหาของ MoU หรือแม้แต่การใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวจากทรัมป์ ซึ่งอาจทำให้อิหร่านถอนตัวออกจากโต๊ะเจรจาได้เช่นกัน
ที่มา: Reuters