สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้สังเกตการณ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทีมเฝ้าระวัง และตำรวจของอินเดีย ได้ตรวจสอบพฤติกรรมต้องสงสัยตามสถานที่ต่างๆ ในช่วงเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น สนามบิน ทางหลวง สถานีรถไฟ โรงแรม และฟาร์มต่างๆ นอกจากนี้ ยังจับตาดูโบรกเกอร์ บริษัทขนส่งเงิน โรงรับจำนำ รวมถึงรถยนต์ที่เดินทางข้ามรัฐ เพื่อตรวจค้นเงินที่อาจจะถูกนำไปใช้ซื้อเสียง
ซึ่งจนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเงินและสิ่งของต่างๆ ได้เฉลี่ยวันละพันล้านรูปี (460 ล้านบาท) โดยกลุ่มผู้กระทำผิดจะใช้รถพยาบาลและยานพาหนะอื่นๆ ติดไฟฉุกเฉินเพื่อขนเงินและใส่กล่องข้าวแจกจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพื่อเป็นการจูงใจ
โฆษกคณะกรรมการการเลือกตั้งอินเดียบอกว่า ที่ผ่านมา พรรคการเมืองต่างๆ ในอินเดียจะใช้การข่มขู่ทำร้ายร่างกายเพื่อให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกไปลงคะแนนที่คูหา แต่ปัจจุบัน ได้เปลี่ยนมาใช้ “เงิน” แทน
การเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2014 คณะกรรมการการเลือกตั้งอินเดีย สามารถยึดเงินและสิ่งของต้องห้ามได้มูลค่า 12,000 ล้านรูปี
การใช้เงินซื้อเสียงที่เพิ่มขึ้นหมายถึงค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย ซึ่งทำให้การเลือกตั้งอินเดียครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดโลก
โดยศูนย์สื่อศึกษา (Centre for Media Studies) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในกรุงนิวเดลี คาดว่า ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เป็น 4 แสน 8 หมื่นล้านรูปี (หรือราว 2 แสน 2 หมื่นล้านบาท)
เงินซื้อเสียงหรือสินบนแม้เพียงเล็กน้อยมีความหมายมากสำหรับชาวอินเดีย เนื่องจากประชากร 1 ใน 4 ของประเทศยังมีรายได้ต่อวันต่ำกว่า 60 บาท
ทั้งนี้ การรับเงินซื้อเสียงในอินเดียมีโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำและปรับ