ตอม่อ ที่สร้างคร่อมทางรถไฟ ริมถนนวิภาวดี – รังสิต ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2534 เป็นที่รู้ดีกันดีว่า นี่คือ โครงการโฮปเวลล์ มูลค่า 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งสร้างไม่เสร็จ ไม่ได้ใช้งาน จนล่าสุดศาลปกครองสูงสุด สั่งให้กระทรวงคมนาคม ชดเชยเงินมูลค่าเกือบ 1 หมื่น 2 พันล้านบาท ให้บริษัท โฮปเวลล์
นางดาวัลย์ จันทรหัสดี เจ้าหน้าที่อาวุโสมูลนิธิบูรณะเวศ แกนนำคัดค้านโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ซึ่งถูกยกเลิกสัญญาโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนถูกตัดสินให้รัฐแพ้คดีในอนุญาโตตุลาการ และต้องจ่ายค่าโง่เช่นกัน ทั้งที่มีหลักฐานว่า เอกชน เป็นฝ่ายละเมิดสัญญาก่อน
เธอ อธิบายว่า “คดีค่าโง่โฮปเวลล์” และ “คดีค่าโง่คลองด่าน” มีความเหมือนกัน คือ เกิดขึ้นในยุคเดียวกัน ตัวละครใกล้เคียงกัน และมีบทสรุปที่รัฐต้องเสียค่าชดเชยเพราะผิดสัญญาให้กับเอกชนมูลค่าหลักหมื่นล้านบาทเช่นกัน ส่วนสาเหตุที่สองคดีนี้ออกมาคล้ายกัน เพราะเมื่อรัฐยกเลิกสัญญา เอกชนสามารถนำคดีเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ก่อนไปที่ศาล ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้รัฐเสียเปรียบ จึงเห็นว่าไม่ควรมี อนุญาโตตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่การทำสัญญา เพราะมองว่า กลไกของอนุญาโตตุลาการ ประกอบด้วย ผู้แทนจากฝ่ายรัฐบาล ผู้แทนจากฝ่ายเอกชน และตัวแทนที่ทั้งสองฝ่ายแต่งตั้งขึ้นมา ง่ายต่อการถูกแทรกแซง
ส่วนขั้นตอนของ อนุญาโตตุลาการ ทั้ง 2 คดีนี้ แตกต่างกันที่อนุญาโตตุลาการ ในคดีของคลองด่าน ตัวแทนฝั่งกรมควบคุมมลพิษไม่มีส่วนร่วมในการชี้ขาดเพราะสัญญาเป็นโมฆะตั้งแต่แรก ศาลจึงแต่งตั้งผู้ที่เหมาะสมขึ้นมาแทนขณะที่ฝั่งอนุญาโตตุลาการของคดีโฮปเวลล์ มีตัวแทนจากโฮปเวลล์และกระทรวงคมนาคม มาร่วมพิจารณา
นางดาวัลย์ อธิบายต่อว่า คดีคลองด่าน เมื่อสัญญาถูกยกเลิกเพราะตรวจพบการทุจริต โดยพบความเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจอนุมัติโครงการกับเอกชนที่เป็นคู่สัญญาว่าเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันด้วย รวมทั้งมีข้าราชการระดับสูงของหน่วยงานเจ้าของโครงการ กลายไปเป็นที่ปรึกษาให้ผู้รับเหมา แต่คดีโฮปเวลล์ กลับไม่มีการเปิดเผยหนังสือสัญญาว่าชอบด้วยกฎหมาย หรือ นำไปสู่การเอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือไม่ มีใครเป็นผู้มีเกี่ยวข้องบ้าง จึงเห็นว่า ควรนสัญญามาเปิดเผย เพื่อให้เป็นบทเรียนสำคัญ
ด้าน นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ตั้งข้อสังเกตต่อการแพ้คดี ค่าโง่โฮปเวลล์ โดยย้อนให้เห็นว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดการฟ้องร้อง จนต้องบอกเลิกสัญญา เพราะการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนทันตามแผนดำเนินการ ทำให้การก่อสร้างล่าช้า ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เห็นว่ารัฐเป็นฝ่ายผิดสัญญา และอาจเป็นข้อสังเกตได้ว่า มีความพยายามทำให้ความล่าช้าเกิดขึ้นหรือไม่
นายวีระ ยังแนะนำ กลไกในการชี้ความผิดกรณีผิดสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน ควรยกเลิก ขั้นตอนคณะอนุญาโตตุลาการ แล้วเข้าสู่ ศาลยุติธรรมโดยตรง มิฉะนั้น โครงการต่างๆในอนาคต ก็มีโอกาสที่ รัฐจะแพ้คดี และต้องชดเชย เงินที่มาจากงบประมาณภาษีของประชาชนอีก