นายศรายุทธ ยิ้มยวน รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า สินเชื่อนี้เป็นการปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตรสู่ความยั่งยืน นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตหรือสินค้าทางการเกษตร
หนึ่งในนั้นคือ “การใช้โดรนในการหว่านเมล็ดพันธุ์และให้ปุ๋ย” ตลอดจน การปลูกพืชโดยใช้ระบบน้ำหยด การผสมปุ๋ยใช้เองตามค่าวิเคราะห์ดิน การผลิตโดยใช้ระบบโรงเรือนอัจฉริยะ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำหรือแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร เป็นต้น วงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท ระยะเวลาการให้สินเชื่อตั้งแต่บัดนี้ จนถึง 31 มีนาคม 2564
ซึ่งหากเน้นไปที่กรณีของการซื้อโดรนเพื่อการเกษตร เคยมีรายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า
"ในอีก 5 ปีข้างหน้า (ปี 2565) ราคาโดรนเพื่อการเกษตรอาจลดลงราวร้อยละ 20-25 ต่อปี อยู่ที่ 67,000-106,000 บาท จากราคาเปิดตัวในปี 2558 ที่ราว 300,000-500,000 บาท"
และหากมีการนำเทคโนโลยีการเกษตรอย่างโดรนมาใช้ คาดว่าจะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ราว 6,000 ล้านบาทในอีก 4 ปีข้างหน้า(2564) โดยการประมาณการดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานของพื้นที่เป้าหมายนาแปลงใหญ่ที่ 1,512 แปลงในปี 2560 และ 7,000 แปลงในปี 2564 ตลอดจนได้รวมผลของค่าเสื่อมราคาของโดรนเข้าไว้ด้วยแล้ว
"สินเชื่อตามโครงการดังกล่าวจะเข้าไปช่วยตอบโจทย์ให้ภาคเกษตรมีความมั่นคง มีความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร และขณะเดียวกันก็เป็นการจูงใจให้ทายาทเกษตรกรหรือคนรุ่นใหม่ที่สนใจนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับเปลี่ยนและพัฒนาภาคเกษตรกรรมของประเทศให้มากยิ่งขึ้น" นายศรายุทธกล่าว
หากมองในภาพกว้างถือเป็นอีกก้าวหนึ่งและเป็นก้าวสำคัญของการทำเกษตรของไทยแต่หากมองในอีกด้านหนึ่งจะคุ้มค่าหรือไม่ถ้าเกษตรกรรายย่อยจะก่อหนี้เพื่อซื้อโดรนมาเป็นตัวช่วยปลูกไร่ ไถนา ท่ามกลางราคาสินค้าเกษตรที่ไม่ได้ดีมากนักแล้วหากถูกนำไปใช้เพื่อพ่อสารเคมียาฆ่าแมลงจะยิ่งมีอันตรายหรือไม่
ข้อมูล : ศูนย์วิจัยกสิกร
ภาพ : AFP