นายบุญส่ง ชเลธร อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยรังสิต ได้เปิดเผยถึงการคัดเลือก ส.ว. ทั้ง 250 คน โดยตั้งข้อสังเกตว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
เขาระบุว่า กฎหมายกำหนดที่มาของ ส.ว. 250 คนว่ามาจาก 3 ทาง 1. จำนวน 6 คน มาโดยตำแหน่ง 2. มาจากการสรรหาของผู้ทรงคุณวุฒิจากสายอาชีพต่าง ๆ จำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละสายที่รวมได้ 400 คน แล้ว คสช.คัดให้เหลือ 194 คน และ 3. มาจากการเสนอชื่อของ กกต. แล้ว คสช. คัดต่อเหลือ 50 คน
จะเห็นว่า ส.ว.ทุกคนต้องมีที่มาจาก 3 ทางนี้เท่านั้น แม้กฎหมายเปิดโอกาสให้ คสช. เป็นคนเลือกสรร ส.ว. เป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่ คสช.ต้องเลือกจากรายชื่อที่มีการสมัคร การเลือกและการคัดสรรมาแล้วเท่านั้น จะเลือกเองตามใจชอบจากคนที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการใด ๆ เลย ไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมาย
“ถ้าอย่างนั้นก็น่าสนใจว่า นายพล 101 คน ญาติ ๆ นายพล สมาชิกแม่น้ำ 5 สาย รมต.สิบกว่าคน คนสนิท คนรับใช้ คสช.
รวมทั้งนักธุรกิจ นักการเมืองทั้งหลายเหล่านั้นได้แอบไปสมัครเป็น ส.ว.กันตั้งแต่เมื่อไหร่ ผ่านทางสายอาชีพอะไร หรือผ่านการเลือกจาก กกต.จังหวัดไหน การลงสมัครกับ กกต. ก็ต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ เกิดที่นั่น เรียนหนังสือหรือรับราชการที่นั่นตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมาย และสัดส่วนที่มีต้องเท่าเทียมกันทุกจังหวัด การสมัครมาทางสายอาชีพ ก็ยิ่งพิสูจน์ได้ง่าย เพราะทุกสายอาชีพต้องมีสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน แต่ผลที่ปรากฏมีทหารถึงกว่า 100 คน ในขณะที่สายอาชีพอื่นแทบไม่มี หรือมีในอัตราส่วนที่น้อยมาก จะปรากฎว่าสายทหาร สมัคร 100 คนได้ทั้ง 100 คน แต่สายอาชีพอื่นสมัคร 100 คน แต่ได้ 1 หรือ 2 คน เช่นนี้ หรือบางจังหวัดมีคนได้เป็น ส.ว. เป็นสิบ ๆ คน แต่จังหวัดอื่น ๆ ไม่มีคนได้เป็นเลย หรือได้แค่จังหวัดละ 1 คนเท่านั้น ไม่ได้ – ไม่ถูกกฎหมายแน่นอน”
นายบุญส่งกล่าวต่อว่า เราใช้เงินพันกว่าล้านเพื่อการคัดสรร ส.ว. ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิได้ทำตามกฎหมาย แต่ใช้เงินหมด ก็ต้องสอบสวนเพิ่มเติมว่าเงินหายไปไหนด้วย ดังนั้น ความถูกต้องของจำนวน ส.ว. 250 คน จึงพิสูจน์ได้ง่าย ๆ ด้วยการนำชื่อ ส.ว. แต่ละคนมาสอบสวนทวนความว่าไปสมัครเป็น ส.ว. ที่ไหน เมื่อไหร่ สายอะไร จังหวัดไหน การที่ คสช.ไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อทุกคนที่สมัคร ส.ว. ตั้งแต่ต้น คือการต้องการปกปิดการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายนี้ และแค่ต้องการแต่งตั้งพรรคพวก ลูกน้องของตน ขึ้นมารับใช้การสืบทอดอำนาจต่อไปเท่านั้น ใช่หรือไม่
เป็นไปได้ใช่ไหม ที่รายชื่อของกลุ่มคนที่สมัครและอยู่ในกระบวนการสรรหาทั้ง 3 แบบนั้น เป็นรายชื่อชุดหนึ่ง แต่รายชื่อที่ประกาศออกมา 250 คนนั้น เป็นรายชื่ออีกชุดหนึ่ง หากเป็นเช่นนี้ รายชื่อชุดนี้ก็ต้องเป็นโมฆะ และผู้ที่มีส่วนร่วมในการฉ้อโกงเช่นนี้ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย