การเสียชีวิตของ “น้ำตาล บุตรศรัณย์ ทองชิว”วันที่ 14 มิ.ย. 2562 โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้นำชิ้นเนื้อไปตรวจจนบ่งชี้ว่ามีเชื้อวัณโรคหลังโพรงจมูก นั้น
วันนี้ “ทีมข่าวนิวมีเดีย” จะพาไปทำความรู้จัก กับเชื้อวัณโรค ที่ปัจจุบันคนไทยเป็นวัณโรคประมาณ 80,000 คน จากประชากร 69 ล้านคน โดยร้อยละ 83 จะตรวจพบที่ปอด ร้อยละ 17 ตรวจพบนอกปอด
จากข้อมูลของ “โรงพยาบาลพญาไท” ระบุว่า วัณโรค (Tuberculosis) เป็นโรคติดต่อที่พบว่าคือ 1 ใน 10 สาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก โดยเกิดจากเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ไม่เพียงทำให้เกิดวัณโรคปอด แต่ยังส่งผลให้เกิดวัณโรคกับอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้ เช่น ต่อมน้ำเหลือง กระดูกสันหลัง ข้อ ลำไส้ เยื่อหุ้มสมอง เป็นต้น ซึ่งวัณโรคสามารถรักษาให้หายได้หากผู้ป่วยรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง
เชื้อวัณโรคติดต่อได้ผ่านการหายใจ “ไอ-จาม”
เชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจรับเชื้อโรคที่ปะปนอยู่ในอากาศ ขณะที่ผู้ป่วยไอ จาม บ้วนน้ำลาย หรือ ขากเสมหะ เชื้อวัณโรคจะกระทบไปในอากาศหรือกระจายอยู่ตามวัตถุอื่นๆ ดังนั้น สมาชิกในครอบครัว ผู้ร่วมอาศัย รวมถึงเพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคเอดส์ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองวัณโรค
อาการของผู้ป่วยวัณโรค
อาการวัณโรคแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะแฝง (Latent TB) และระยะแสดงอาการ (Active TB) โดยในระยะแรกจะสังเกตได้ยากเพราะอาการจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆอาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ไปจนถึงหลายปีกว่าจะแสดงอาการให้เห็น
ระยะแฝง (Latent TB) เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อแล้วจะยังไม่แสดงอาการใดๆ โดยเชื้อจะซ่อนอยู่ภายในร่างกาย จนกว่าร่างกายจะอ่อนแอ จะก่อให้เกิดอาการที่ชัดเจนได้ ดังนั้นหากผู้ป่วยมีการตรวจพบในช่วงระยะแฝง แพทย์จะรักษาโดยการควบคุมการแบ่งตัวของเชื้อ รวมถึงลดความเสี่ยงที่โรคจะเข้าสู่ระยะแสดงอาการ
ระยะแสดงอาการ (Active TB) ระยะที่เชื้อได้รับการกระตุ้นจนทำให้แสดงอาการต่าง ๆ ได้ชัดเจน เช่น ไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก หรือรู้สึกเจ็บเวลาหายใจหรือไอ อ่อนเพลีย มีไข้ หนาวสั่น มีอาการเหงื่อออกในเวลากลางคืน น้ำหนักลด หรือเบื่ออาหาร
กินยาให้ครบ... “วัณโรค” ก็หายได้
เป้าหมายสำคัญในการรักษาวัณโรค คือ การรักษาให้หายขาดเพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อและเพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อวัณโรค แม้ว่าวัณโรคจะสามารถรักษาให้หายขาด แต่ก็มีโอกาสกลับไปเป็นซ้ำได้ หากผู้ป่วยไม่มีวินัยในการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
การรักษาผู้ป่วยวัณโรค 2 เดือนแรก แพทย์จะให้รับประทานยา 4 ชนิด คือ Isoniazid, Rifampicin, Pyrazinamide และEthambutol หากผู้ป่วยดื้อยาอาจจำเป็นต้องใช้ยาอื่นร่วมด้วยเพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อรักษาครบ 2 เดือน แพทย์จะตรวจเสมหะหรือเอกซเรย์ปอดซ้ำ หากมีการตอบสนองที่ดีแพทย์จะลดยาให้เหลือเพียง 2 ชนิด และยังต้องให้การรักษาต่อไปอีก 4 เดือน
รักษาล่าช้า ไม่ต่อเนื่อง...อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนของวัณโรคมักเกิดขึ้นจากการรักษาที่ล่าช้า หรือ การรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง โดยมีทั้งอาการที่ไม่รุนแรง หรืออาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตเมื่อเชื้อวัณโรคกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น มีฝีในปอด ภาวะน้ำในช่องหุ้มปอด ปวดหลัง ข้อต่อกระดูกอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปัญหาเกี่ยวกับตับและไต และหัวใจ เป็นต้น
ข้อควรปฏิบัติผู้ป่วยวัณโรค
-รับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์กำหนด
-ผู้ป่วยควรแยกห้องนอนและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้อื่นในช่วงแรกของการรักษา
-ขณะไอหรือจามต้องใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูก บ้วนเสมหะลงในภาชนะที่ปิดมิดชิด แล้วนำไปทิ้งในถังขยะเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
-รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน
-ออกกำลังกายได้ตามความเหมาะสม
-อยู่ในสถานที่หรือห้องที่มีลักษณะโปร่ง โล่ง มีหน้าต่างที่สามารถถ่ายเทอากาศได้สะดวก
ข้อควรหลีกเลี่ยง
-งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
-หลีกเลี่ยงการใช้ยาอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับอักเสบจากการใช้ยา
-หลีกเลี่ยงการเดินทางในที่สาธารณะที่มีผู้คนแออัด เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า หรือการเดินทางด้วยยานพาหนะร่วมกับผู้อื่นเป็นเวลานาน
-หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์และการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเอสโตรเจนในระหว่างรักษาวัณโรค เพราะจะทำให้การคุมกำเนิดไม่ได้ผล
วัณโรคป้องกันได้ ด้วยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคเป็นเวลานาน
ขอบคุณข้อมูล:เว็บไซต์โรงพยาบาลพญาไท