ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในปีนี้ ยังต้องเผชิญกับปัจจัยของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน เศรษฐกิจไทยก็ยังที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง รวมถึงเรื่องอัตราค่าเงินบาทที่ทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 6 ปี โดยผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. มองว่า ค่าเงินบาท อาจส่งผลกระทบต่อแพ็คเกจการท่องเที่ยวของบริษัทต่างประเทศ ที่อาจปรับราคาขึ้น 10-20 เปอร์เซ็นต์ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจมีการทบทวนแผนการเดินทาง แต่แนวโน้มในระยะยาวจะยังสามารถเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่าน ทำให้มีรายได้เข้าประเทศราว 3.4 ล้านล้านบาท ซึ่งจะโฟกัสไปที่การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว มากกว่าจำนวนคน
ด้านภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แสดงความมั่นใจว่า จะสามารถฝ่าฟันปัจจัยเหล่านี้ไปได้ หากไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติมากกว่านี้ ซึ่งประเมินว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยราว 40.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.65 เปอร์เซ็นต์ สร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจของประเทศราว 2 ล้านล้านบาท ซึ่งทุกฝ่ายต่างประสานเสียง ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ ให้ทำประชาสัมพันธ์ ออกมาตรการดึงนักท่องเที่ยว จัดทำมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย โดยเน้นไปที่มาตรการเงินคืนภาษีนักท่องเที่ยว ให้มีการขยายระยะเวลา และเพิ่มจุดคืนภาษีในเมือง เนื่องจากมองว่าเงิน 7 เปอร์เซ็นต์ จากภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวได้กลับคืนมาในรูปเงินสด จะนำไปซื้อสินค้าและบริการ จะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่จะขายสินค้าได้มากขึ้น
สำหรับมาตรการคืนภาษี ที่ทางภาคเอกชนนำมาเป็นโมเดลศึกษาปรับใช้นั้น คือ รูปแบบของประเทศญี่ปุ่น เป็นการคืนแวท ณ จุดที่ซื้อได้ทันที เพิ่มความสะดวกให้นักท่องเที่ยว แต่ในหลายประเทศก็จะมีรูปแบบการคืนแวทที่แตกต่างกัน เช่น ในยุโรป จะเป็นการคืนหลังจากซื้อสินค้าต้องกรอกแบบฟอร์มก่อน แล้วนำสินค้าไปแสดงที่จุดคืนภาษีเพื่อขอรับเงิน มาตรการเหล่านี้จะได้รับการผลักดันขนาดไหน คงต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะเข้าขับเคลื่อน
กมลธร โกมารทัต รายงาน