เมื่อวันที่ (10 ก.ค. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลายเป็นโพสต์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพพร้อมข้อความเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพ่อของตัวเอง โดยระบุว่า พ่อป่วยและได้พาไปหาหมอแต่พบว่าระหว่างที่รอเข้าตรวจ พ่ออาการไม่ดีขึ้นเรื่อยๆ และมีการแซงคิวระหว่างรอ จนวัดความดันได้ต่ำมาก จึงได้พาเข้าห้องฉุกเฉิน ก่อนที่จะรอคิวตรวจเพื่อนำตัวส่งเข้าไอซียู และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นผู้โพสต์ได้นำเรื่องดังกล่าวไปร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดยะลา พร้อมกับโพสต์ข้อความต่อมาว่า “คนตายแล้วไม่ฟื้น แต่การบริการที่แย่ สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ เรื่องราวของป๋า คงทำให้การบริการคนไข้ดีขึ้น ไม่มากก็ไม่น้อย ป๋าตายแล้ว ป๋านั่งรถเข็นมาขอพบหมอ แต่จุดคัดกรอง วัดความดัน แล้วให้นั่งรอ บอกความดันปกติ ป๋านั่งรอจนป๋าตัวเย็น ความดันลดลง ต้องด่า ถึงพาเข้า....เรายังมีแม่ มีน้องๆ มีเพื่อนๆ ที่อาจต้องใช้บริการที่นี่ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก
จากกรณีที่เกิดขึ้นนายแพทย์ชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน รักษาการนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า ผู้ป่วยที่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเบตงเป็นผู้ป่วยอายุ 67 ปี มาโรงพยาบาลในเรื่องไข้และเพลีย ซื้อยากินเองอยู่ 2-3 วันอาการไม่ดีขึ้น
ตอนที่มารับบริการผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ผู้ป่วยมีไข้ทางเจ้าหน้าที่พยาบาลมีการตรวจวัดสัญญาณชีพเบื้องต้นในส่วนของความดันโลหิต อัตราการเต้นหัวใจยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยังไม่รุนแรงนักในขณะนั้นมีการดูแลเบื้องต้นของพยาบาล หลังจากนั้นเหตุการณ์ญาติ ๆ ไปตามว่า คนไข้เริ่มตัวเย็น ความดันโลหิตเริ่มลดลงก็เข้าสู่ห้องฉุกเฉินในเวลาต่อมาซึ่งเวลา 15 นาที แล้วย้ายไปที่ห้องฉุกเฉิน จากห้องฉุกเฉินไปยังห้องไอซียูซึ่งดูแลกันโดยเเพทย์อายุรกรรมตลอดเวลาจนถึงกระทั่งเสียชีวิต
สถานการณ์ของการดูแลผู้ป่วยรายนี้ ญาติผู้เสียชีวิตมีความไม่สบายใจในหลายประเด็น อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลเองได้มีตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้นแล้ว และได้รับการสั่งการโดยสาธารณสุขจังหวัดให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่สำคัญให้สื่อสารข้อเท็จจริงทั้งหมดไปยังผู้เสียหายให้เข้าใจตรงกันจะได้มีการดูแลกันให้ถูกต้อง สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้บริการและผู้รับบริการ
ด้าน พญ.ปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเบตง ชี้แจงว่า ในกรณีที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่จุดคัดกรองได้ตรวจวัดความดันของผู้ป่วย ซึ่งความดันขณะนั้นอยู่ที่ 144/ 80 ซึ่งถือว่าปกติ จึงจัดเป็นผู้ป่วยในโซนสีเขียว จึงได้ให้นั่งคอยตามคิว ส่วนที่ว่ามีการแซงคิว เนื่องจากมีผู้ป่วยอีกคนที่มาทีหลัง แต่ตรวจวัดความดันพบว่าความดันต่ำอยู่ที่ 75/38 ซึ่งถือว่ามีอาการหนักกว่า ส่วนที่มีภาพถ่ายว่าผู้ป่วยที่เสียชีวิตมีความดันระดับต่ำ อยู่ที่ 75/38 ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า เป็นค่าการวัดความดันของผู้ป่วยที่เจ้าหน้าที่ได้นำเข้าห้องฉุกเฉินไปก่อนหน้านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้กดรีเซตเครื่อง ส่วนสาเหตุที่คนไข้เสียชีวิตนั้น แพทย์ลงความเห็นว่ามีภาวะช็อกจากการติดเชื้อทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ประกอบกับคนไข้มีความดันลดลง