หลังจากมีประเด็นดราม่าบนโลกออนไลน์ เกี่ยวกับการตรวจสินค้าสอบสินค้า ประชาชนที่เดินทางไปต่างประเทศนำติดตัวกลับมา จนเกิดการแชร์ข้อมูลที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน
กรมศุลกากร ได้ชี้แจ้งเกี่ยวกับสิทธิของผู้โดยสารในการนำของติดตัวเข้ามาทางท่าอากาศยานอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ซึ่งผู้โดยสารได้รับยกเว้นอากรสำหรับของส่วนตัวเพื่อใช้เอง หรือใช้ในวิชาชีพ มูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท ทั้งนี้ต้องไม่เป็นของต้องห้าม ของต้องกำกับ และไม่มีลักษณะทางการค้า
หากผู้โดยสารนำของที่มีมูลค่าเกิน 20,000 บาท หรือเป็นของที่มีลักษณะเชิงพาณิชย์ แม้จะมีมูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท ของดังกล่าวเป็นของต้องเสียภาษีอากร ซึ่งผู้โดยสารสามารถมาสำแดงของ เพื่อเสียภาษีอากร ที่ช่องตรวจมีของต้องสำแดง หรือ ช่องแดง และหากของนั้นเป็นของต้องกำกับ ของนั้นต้องได้รับอนุญาตให้นำเข้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนโดยอัตราภาษีอากรนำเข้าจะแตกต่างกันตามชนิดและประเภทสินค้า เช่น [กราฟิก อัตราภาษี]กระเป๋า 20% ,นาฬิกา 5% ,เครื่องสำอาง 30% ,เข็มขัด 30% และรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% โดยวิธีการคำนวณ จะถูกแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ
เริ่มจาก การหาอากรขาเข้า คือ ราคาสินค้า x อัตราภาษีขาเข้า = อากรขาเข้า ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ให้นำ ราคาสินค้า + อากรขาเข้า x อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% = ภาษีมูลค่าเพิ่ม
เมื่อได้ตัวเลขทั้ง 2 ส่วนแล้ว จะนำมาหาค่าภาษีทั้งหมดที่ต้องชำระ = อากรขาเข้า + ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมศุลกากรเน้นอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร โดยใช้ระบบบริหารความเสี่ยง หรือ Risk Management มาใช้ในการตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร
อย่างไรก็ตาม หากผู้โดยสารท่านใดคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการจัดเก็บภาษีของเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือพบเห็นพฤติการณ์เกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ศุลกากร สามารถร้องเรียนได้ตามช่องทางต่าง ๆ ที่สะดวก ได้แก่ สายด่วนรับเรื่องร้องเรียน 1332 หรือ ร้องเรียนผ่านทาง Application LINE ID: @customshearing