ภาพคลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ ขณะที่นักธุรกิจส่งออกสัตว์ใน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ที่ถูกอ้างว่ามีกลุ่มคนควบคุมตัวไว้ ในพื้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ในคลิปวิดีโอปรากฎภาพนักธุรกิจไทย ถูกทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บที่บริเวณศีรษะ มีเลือดออก ขณะเดียวกันถูกกลุ่มคนที่ควบคุมตัวไว้ใช้อาวุธปืนจ่อที่ศีรษะ ภายในรถคันหนึ่ง ขณะที่บริเวณขาขวา มีร่องรอยถูกยิงได้รับบาดเจ็บ
เรื่องราวที่เกิดขึ้น ครอบครัวผู้เสียหาย นำคลิปที่ปรากฎแจ้งความกับตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเชียงแสน โดยระบุว่า ผู้เสียหายได้หายตัวไปหลังไปคุยธุรกิจทางฝั่ง สปป.ลาว จากนั้นมีคลิปวิดิโอซึ่งเป็นภาพที่ปรากฎตามคลิป ส่งมาผ่านแอปพลิเคชั่น วีแชทของผู้เสียหาย มาที่คนในครอบครัว พร้อมข้อความให้โอนเงิน จำนวน 5 ล้านบาท เข้าไปยังบัญชีของธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศไทย
ก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่า นักธุรกิจรายนี้ เดินทางข้ามไปเจรจาพูดคุยการส่งออกสินค้า ฝั่ง สปป.ลาว เมื่อวานนี้ (28 ก.ค.) โดยเดินทางออกจากประเทศไทยผ่านทางจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ หมู่บ้านสบรวก อ.เชียงแสน เพื่อข้ามไปยังฝั่งเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว เพื่อติดต่อธุรกิจกับกลุ่มนักธุรกิจประเทศเพื่อนบ้าน และชาวจีน เนื่องจากก่อนนหน้านี้ นักธุรกิจคนนี้ ทำการค้ากับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านมานานหลายปี โดยช่วงปี สองปีที่ผ่านมา นอกจากการส่งออกสัตว์ ประเภทโคกระบือ ยังทำธุรกิจน้ำตาล แต่ปรากฎว่าไม่สามารถจัดหาสินค้าไปส่งให้ได้ทันเวลาที่กำหนด รวมถึงพบว่า ค้างค่างวดการซื้อขายน้ำตาลกับนักธุรกิจฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน และชาวจีนมากกว่า 10 ล้านบาท ก่อนถูกเรียกไปพูดคุยเพื่อเจรจา
ล่าสุด หน่วยงานความมั่นคงส่วนต่างๆช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือ เบื้องต้น กับนายไชยเสถียร เหรียญศักดิ์ รองเจ้าเมืองต้นผึ้ง พบข้อมูลว่า ภายหลังจากที่นักธุรกิจคนดังกล่าว ถึงท่าเรือฝั่งลาว มีนายสะหวาด ชาวลาวเป็นคนขับรถให้ และมีนายจุ๋ม หุ้นส่วนชาวจีนนั่งไปด้วยเพื่อไปดูโรงงานที่กำลังก่อสร้าง เมื่อรถขับมาถึงเขตบ้านต้นผึ้ง มีชายฉกรรจ์ซึ่งดักอยู่ข้างทาง ได้ออกมาขวางรถแล้วใช้ปืนบังคับจี้ตัวนักธุรกิจชาวไทยไป ล่าสุดทราบแหล่งที่คนร้ายนำตัวไปกักขังบ้างแล้ว
เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมข้อมูลจากพยานต่างๆสันนิษฐานว่าสาเหตุของการอุ้มลักพาตัวอาจจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจจำนวน 3 ธุรกิจ คือการซื้อขายน้ำตาลที่ต้องมีการจัดหาไปให้กับผู้ซื้อแต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาทางธุรกิจวงเงินกว่า 13 ล้านบาทจนมีการฟ้องร้องกันอยู่
2.ธุรกิจการซื้อขายต้นไม้ใหญ่ ไม้ดอกไม้ประดับมูลค่าประมาณ 300,000 บาท และ 3.ธุรกิจสร้างโรงฆ่าสัตว์ใน สปป.ลาว ที่มีกรลงนามร่วมก่อสร้างกันเมื่อเดือน มี.ค.2562 ที่ผ่านมา
ขณะที่ครอบครัว ระบุว่า ซึ่งผู้เสียหายจะเดินทางไปทำธุรกิจในฝั่ง สปป.ลาวอยู่บ่อยครั้ง เพราะต้องทำธุถรกิจในการส่งออกสุกรและโคกระบือกับนักธุรกิจประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่เคยมีปัญหา จนกระทั่งครั้งนี้
ครอบครัวยืนยัน ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับใคร เคยมีปัญหาด้านธุรกิจบ้างแต่ก็เรื่องเล็กน้อยและมูลค่าไม่ถึง 5 ล้านบาท ส่วนกรณีที่ปัญหาเรื่องการค้าน้ำตาลที่มีมูลค่ากว่า 13 ล้านบาท ไม่เชื่อว่าเป็นชนวนเหตุ เพราะทำธุรกิจนี้ มานานนับ10 ปี และการเดินทางไป สปป.ลาวครั้งนี้ เป็นการไปติดต่อธุรกิจเรื่องโรงฆ่าสัตว์ ที่เป็นธุรกิจใหม่ที่กำลังจะลงทุน