เมื่อวันที่ (9 ส.ค.62) นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังการควบรวมธนาคารทหารไทยและธนาคารธนชาต จะทำให้ประเทศไทยไม่มีธนาคารพาณิย์ที่มีขนาดเล็ก แต่จะมีธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางซึ่งมีสินทรัพย์ในระดับ 1.9 - 2 ล้านล้านบาท และจะทำให้ระบบสถาบันการเงินไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่หลังการควบรวมจะมีพันธมิตรจากต่างประเทศเข้ามาถือหุ้น เพื่อเสริมศักยภาพของธนาคารไทย โดยนำจุดเด่นของสองธนาคารมารวมกัน โดยทหารไทย มีจุดแข็งด้านสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และสินเชื่อ Corporate ขณะที่ธนาคารธนชาตจะมีความแข็งแกร่งในด้านสินเชื่อเช่าซื้อ
สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังในธนาคารทหารไทยหลังการควบรวมนั้นจะลดลงเหลือ 18% จากที่เคยถือหุ้นในทหารไทยที่ 25.92% แม้สัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังจะลดลงก็ตาม แต่ผลประโยชน์ที่กระทรวงการคลังจะไม่ได้ลดลง ขณะที่ต้นทุนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังในธนาคารทหารไทยจะลดลงเหลือ 2 บาทต่อหุ้น จาก 3.84 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนการถือหุ้นในธนาคารแห่งใหม่จากผู้ถือหุ้นเดิมทุกฝ่ายนั้นก็จะมีสัดส่วนการถือหุ้นที่ลดลงด้วย เช่น สัดส่วนการถือหุ้นของที่เคยมีในธนาคารทหารไทยจะลดลงเหลือ 21% จากเดิมที่เคยถืออยู่ 29% ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังย้ำด้วยว่า การควบรวมธนาคารทหารไทยกับธนาคารธนชาติในครั้งนี้ จะทำช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ระบบการเงินและผู้บริโภคในประเทศด้วย
ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารทหารไทย กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะใส่เงินเพิ่มทุนในธนาคารใหม่ไม่เกิน 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นเพิ่มทุนหลังการควบรวม โดยเงินดังกล่าวจะมาจากกองทุนวายุภักดิ์ และกระทรวงการคลังจะมีสัดส่วนการถือหุ้นในอันดับที่ 3 ขณะที่ ING และบริษัท ทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP จะมีสัดส่วนการถือหุ้นในอันดับที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ทั้งนี้ สัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารใหม่ของผู้ถือหุ้นในแต่ละรายจะมีไม่เกิน 25% โดยหลังการควบรวมแล้ว ธนาคารแห่งใหม่ยังมีข้อตกลงให้กระทรวงการคลังเป็นผู้แต่งตั้งประธานคณะกรรมการของธนาคารต่อไปได้