เมื่อวันที่ (20 ส.ค. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่องโหว่ของกำแพงวัดไชยวัฒนารามจุดนี้ คือจุดที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่ได้การรื้อถอนแนวกำแพงเก่าแก่อายุเกือบ 300 ปี ออก เพื่ออำนวยความสะดวกในการวางแนวสายไฟ แต่จากภาพถ่ายของสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา นำมายืนยัน ระบุว่าจุดดังกล่าวมีช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเริ่มดำเนินการวางแนวสายไฟอยู่ก่อนแล้ว
นายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร ลงพื้นที่ตรวจสอบระบุว่าจุดดังกล่าว แต่เดิมมีช่องโหว่อยู่แล้ว แต่มีการปรับพื้นดินและนำอิฐใหม่บางส่วนออก เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ช่างได้
รองอธิบดีกรมศิลปากร ยังระบุว่า สำหรับการวางแนวสายไฟใต้ดินนี้ อยู่ในโครงการประดับไฟโบราณสถาน ที่กรมศิลปากรได้ว่าจ้างให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้ดำเนินการ โดยกรมศิลปากรจะออกแบบทิศทางการฝังแนวสายไฟร่วมด้วย รวมถึงมีนักโบราณคดีคอยควบคุมงานอยู่ตลอด เพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบโบราณสถาน โดยคาดว่าการดำเนินทั้งหมดจะเสร็จภายในสิ้นปีนี้
ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่หลายคน ระบุว่า กรมศิลปากรไม่เคยเเจ้งหรือหารือกับคนในพื้นที่ก่อนว่าจะเข้ามาดำเนินการอะไร อย่างไรกับโบราณสถานที่อยู่ในชุมชน ทำให้หลายครั้งที่กรมศิลปากรมีแผนปรับปรุงโบราณสถานจึงมักมีปัญหากับชุมชนอยู่บ่อยครั้ง
ด้านนายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่กรมศิลปากรเลือก เพราะเชื่อว่ามีวิธีการที่ดีกับตัวโบราณสถานมากกว่านี้ เช่น การทำรางไฟไปตามแนวกำแพง ที่นอกจะได้แสงไฟไว้ใช้ตอนกลางคืนแล้วยังส่งผลกระทบกับตัวโบราณน้อยกว่าวิธีการฝังดิน
นายเทพมนตรี ยังระบุว่า ในหลายประเทศหน่วยงานที่ดูแลโบราณสถานจะคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับชุมชนมีการหาวิธีปรับปรุงภูมิทัศน์ร่วมกัน ซึ่งกรมศิลปากรควรคำนึงถึงชุมชนและมีการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานต่างๆ ให้มากขึ้น ส่วนวิธีก