เมื่อวันที่ (28 ส.ค. 62) นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตนขอย้ำว่าปัสสาวะเป็นของเสียในรูปแบบเหลวที่ร่างกายไม่ต้องการ ประกอบไปด้วยสารยูเรีย ถึงแม้ไม่ได้มีพิษรุนแรง แต่ก็สามารถสร้างความระคายเคืองให้แก่ผิวหนังและดวงตาได้ การนำปัสสาวะมาอ้างใช้รักษาโรคต่างๆ กันเอง โดยที่ไม่รู้สรรพคุณ และไม่มีผลการยืนยันจากแพทย์นั้นเป็นสิ่งที่อันตราย อาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ไม่ควรที่จะทำตาม ซึ่งตนเป็นห่วงและอยากให้ทุกคนนั้นระมัดระวังและศึกษาอย่างถี่ถ้วนเสียก่อนที่จะเชื่ออะไรตามกระแส
ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขอย้ำว่าการการใช้ปัสสาวะไม่ใช่มาตรฐานการรักษาโรค[ไม่อนุญาตให้มีการนำมารักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล เรื่องนี้ได้กำชับกับผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ทุกเขตในที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขไปแล้วให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ และอย่าให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีการใช้ในโรงพยาบาลนั้น ขอให้ช่วยกันชี้เป้าเพื่อที่เราจะได้ตรวจสอบอย่างตรงจุด
ส่วนที่จังหวัดขอนแก่น เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 นำส่งน้ำสมุนไพรของครูโรงเรียนใน อ.พล ตรวจหาปัสสาวะ พร้อมกับลงพื้นที่ตรวจสอบห้องพยาบาล และพบปะพูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครอง เพื่อสอบถามรายละเอียดจากนักเรียนที่ได้ดื่มกินน้ำสมุนไพรกลั่น หรือน้ำมนต์ หรือน้ำปัสสาวะกลั่นสมุนไพร หรือไม่ โดยพบนักเรียนที่ยืนยันว่าได้ดื่มน้ำสมุนไพรของครูคนดังกลาว จำนวน 10 คน
ขณะที่ ครูรายดังกล่าวได้มีการสาธิตการกลั่นสมุนไพรต่อหน้าคณะเจ้าหน้าที่ ด้วยการต้มสมุนไพร 4 ชนิด คือคือ ใบเตย ใบอ่อมแซบหรือใบเบญจรงค์ ใบผงชูรสหรือผักไชยยาหรือผักคะน้าเม้กซิโกหรือมะละกอกินใบ และชนิดที่สี่คือใบย่านาง
หลังจากนี้ สพป.ขอนแก่นเขต 3 ได้ประสานเรื่องการตรวจสอบคุณภาพน้ำสมุนไพรกับ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ขอนแก่น เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียและตรวจหาปัสสาวะ ซึ่งหากผลการตรวจสอบออกมาเช่นไร ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
อย่างไรก็ตาม ด้านนักเรียนและผู้ปกครองส่วนหนึ่งไม่เชื่อว่าจะมีปัสสาวะ ปนอยู่ในน้ำสมุนไพร แต่หากมีจริงก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง