วันที่ 6 พ.ค.58 นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ระบุถึงข้อสังเกต ความจำเป็นในการพัฒนาองค์ความรู้ในการขุดพิสูจน์ศพ ต่อกรณีศพนิรนามโรฮิงญา กรณีการพบหลุมฝังศพจำนวนมากบริเวณเขาแก้ว บ้านตะโละ หมู่ 8 ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมาจนน่าเชื่อว่าบริเวณนี้เป็นสถานที่ซึ่งขบวนการค้ามนุษย์ในไทยใช้เป็นที่กักขังชาวโรฮิงยาจำนวนนับพันคน โดยหลุมศพที่พบมีมากมายจนสื่อต่างประเทศบางฉบับเรียกบริเวณนี้ว่า "ทุ่งสังหาร"
โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศไทยกำลังถูกเพ่งเล็งจากสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และชุมชนนานาชาติเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงของการค้ามนุษย์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาในครั้งนี้ จึงสร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่งไม่เฉพาะคนไทย แต่ผู้คนทั่วโลกต่างให้ความสำคัญต่อเหตุการณ์นี้โดยถือว่าเป็นเสมือน"การค้าทาส" ยุคใหม่ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าน่าจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนมีส่วนรู้เห็น อันอาจทำให้การหาความจริงและความยุติธรรมเป็นไปได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งเมื่อชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เป็นเสมือนบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ปัญหายุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นไปอีก
การพบศพจำนวนมากถึง 26 ศพ ที่เขาแก้ว มีผู้ให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่าน่าจะมีชาวโรฮิงญาที่เสียชีวิต และศพถูกนำไปฝังอำพรางในบริเวณพื้นที่ชายแดนมากนั้นมาก จากภาพข่าวจะเห็นการทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของเจ้าหน้าที่อาสาสมัครในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรยกย่องชื่นชม แต่ในขณะเดียวกันการขุดศพเพื่อพิสูจน์ทราบอัตตลักษณ์บุคคล หรือการหาพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ของการเสียชีวิตนั้นก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านการขุดพิสูจน์ศพ (Exhumation) เพื่อที่จะสามารถหาพยานหลักฐานการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และคืนความเป็นธรรมให้กับเหยื่อ ที่สำคัญจะเป็นการพิสูจน์ความจริงใจของประเทศไทยในการการยุติการค้ามนุษย์และการงดเว้นโทษต่อผู้กระทำผิด
การขุดศพเพื่อพิสูจน์อัตตลักษณ์ และเพื่อหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์นั้น ตามหลักวิชาการสากล จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ทั้งผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดี (Archaeology) และนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic science) รวมถึงการตรวจวิเคราะห์ข้อมูลศพนิรนามที่ได้มาจากการตรวจทางนิติมานุษยวิทยา (Forensic anthropology) พยาธิวิทยา (Pathology) กีฏวิทยา(Entomology) รังสีวิทยา (Radiology) และทันตกรรม (Odontology) เพื่อใช้ในการระบุยืนยันบุคคล และนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับข้อมูลบุคคลสูญหาย รวมทั้งหาสาเหตุ รูปแบบการเสียชีวิต และเพื่อนำศพผู้เสียชีวิตส่งคืนญาติ
ดังนั้นการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และการขุดศพ (Exhumation) จึงจำเป็นต้องกระทำด้วยความรอบคอบและระมัดระวังอย่างสูง ต้องเก็บรายละเอียดทุกอย่างที่พบ ทั้งภายนอกและภายในหลุมศพ รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น หนอน แมลง พืช หรือเชื้อราที่พบบริเวณศพซึ่งจะบอกได้ว่าศพนั้นเสียชีวิตมานานเท่าไร และเสียชีวิตอย่างไร
นอกจากนั้นการตรวจหาวัตถุพยานอื่นก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน เช่น เส้นผม กระดุม เศษเสื้อผ้า หรือวัตถุอื่นที่พบในหลุมศพก็สามารถนำไปสู่การหาพยานหลักฐานไม่เฉพาะการพิสูจน์อัตตลักษณ์บุคคล แต่ยังหมายถึงการหาความจริง และการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายด้วย
เมื่อไม่นานมานี้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ได้รับความร่วมมือจากองค์กร Argentine Forensic Anthropology Team (EAAF) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนทางด้านสิทธิมนุษยชนที่ก่อตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเทคนิคด้านนิติมานุษยวิทยาเพื่อช่วยค้นหาและพิสูจน์อัตตลักษณ์บุคคลในการฝึกอบรมงานด้านนิติมานุษยวิทยาและนิติโบราณคดี เพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือและองค์ความรู้ทางวิชาการในการตรวจพิสูจน์ศพซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่องานด้านการพิสูจน์อัตตลักษณ์ และการหาพยานหลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกบังคับสูญหายในประเทศไทย
อย่างไรก็ตามการพัฒนากระบวนการขุดศพ (Exhumation) ในการพิสูจน์อัตตลักษณ์บุคคลในประเทศไทยก็ยังเป็นไปอย่างล่าช้า อีกทั้งการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านนิติมานุษยวิทยาก็เป็นอีกอุปสรรคหนึ่งในการรวมรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ทราบอัตตลักษณ์ และการหาความจริงในการเสียชีวิตของบุคคลนิรนาม
กรณีการขุดหาศพชาวโรฮิงยาที่บ้านตะโละ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องชื่นชมความเสียสละของบรรดาอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และทุกฝ่ายที่ทำงานอย่างหนักในการขุดศพผู้เสียชีวิตมาพิสูจน์ทราบ และประกอบพิธีทางศาสนา รวมถึงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอื่นๆ อย่างไรก็ดีคงต้องยอมรับว่าประสบการณ์ และองค์ความรู้ด้านการขุดพิสูจน์ศพ (Exhumation) ในประเทศไทยอาจยังไม่ได้มาตรฐานตามหลักสากล และนี่จะเป็นอีกอุปสรรคหนึ่งในการเข้าถึงความจริงและความยุติธรรมของเหยื่อ
โดยเฉพาะการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิดซึ่งอาจเป็นผู้มีอิทธิพล หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และพยานอาจถูกคุกคามจนไม่สามารถให้ข้อมูล และให้การเป็นพยานจนถึงชั้นศาลได้ การใช้พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
กรณีการพบศพที่เขาแก้ว บ้านตะโละ ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบหลักฐานการค้ามนุษย์ในประเทศไทย และเหยื่อถูกทำให้เสียชีวิต โดยอาจเป็นการถูกทำร้าย ถูกทรมานด้วยวิธีการต่างๆ รวมถึงการบังคับอดอาหาร และอำพรางศพ แต่ทุกครั้งที่ผ่านมารัฐบาลไทยล้มเหลวในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ
ปัจจุบันในช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและยุติการทรมาน และการบังคับบุคคลสูญหาย และให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับสูญหาย ขององค์การสหประชาชาติ ประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการปฏิรูปกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้มีมาตรฐานระดับสากล มีความโปร่งใส ไม่ลำเอียง ตรวจสอบได้ และไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าเหยื่อ หรือผู้เสียหายจะเป็นคนไทย เป็นพลเมือง หรือเป็นบุคคลใดก็ตาม