วันนี้( 20 ก.ย.) มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมาย คณะที่ 2 กระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณาร่างกฎกระทรวงการมีและการใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ และการมอบให้ประชาชนมีและใช้เพื่อช่วยเหลือราชการ (ฉบับที่..) พ.ศ... ตามที่กรมการปกครอง เสนอ
ทั้งนี้ พบว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ สำนักงานศาลปกครอง เสนอมายังกรมการปกครอง เพื่อขอเพิ่มอนุญาตเจ้าหน้าที่และพนักงาน พกพาอาวุธปืน
โดยให้ทั้ง 2 หน่วยงานเป็นหน่วยงาน ในกฎกระทรวง ให้มีและใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนของ หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ และการมอบให้ประชาชนมีและใช้เพื่อช่วยเหลือราชการ พ.ศ. 2553 เพื่อให้ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดของทั้ง 2 หน่วยงาน ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490
ในส่วนของ กกต. นั้น มีอำนาจหน้าที่สืบสวน ไต่สวน หรือดำเนินคดีเพื่อป้องกันและขจัดการกระทำหรือ งดเว้นการกระทำอันจะก่อให้เกิดความไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง รวมทั้งกำหนดมาตรการ คุ้มครองพยานมิให้เกิดอันตรายแก่พยาน มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา กำกับดูแล และรับผิดชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามความในมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560
ส่วนของสำนักงานศาลปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในงานธุรการของศาลปกครอง ดำเนินการเกี่ยวกับคดีปกครองตามคำสั่งซองศาลปกครอง ดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามคำบังคับของศาลปกครอง ตามความ ในมาตรา 76 และมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
อย่างไรก็ตาม กรมการปกครอง เห็นว่า กรณีนี้รมว.มหาดไทย เห็นชอบในหลักการต่อร่างกฎกระทรวงฉบับนี้แล้ว โดยเฉพาะ "กกต.ด้านการสืบสวน ไต่สวน" ที่มีหน้าที่ดำเนินคดีเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง
หรือกรณีที่มีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามนัยมาตรา 4 (1) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ พ.ศ. 2490 กกต.จึงมีเหตุผลและความจำเป็นที่จะมีและใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดเพื่อใช้ในการป้องกันตัวในการปฏิบัติหน้าที่
ส่วนสำนักงานศาลปกครอง ที่เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยเฉพาะ "พนักงานคดีปกครอง" ทำหน้าที่ช่วยเหลือตุลาการเจ้าของสำนวนในการดำเนินคดีปกครอง ตามที่ตุลาการเจ้าของสำนวนมอบหมาย และมาตรา 79 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ว่าด้วยการการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีปกครอง ของเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายอาญาในการปฏิบัติหน้าที่ฯ ซึ่งสำนักงานศาลปกครอง จึงมีเหตุผลความจำเป็นต้องมีและใช้อาวุธปืน
ประเด็นข้างต้น คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายฯ คณะที่ 2 เห็นว่า ควรพิจารณาอนุญาตให้เฉพาะกอง สำนัก ส่วนงาน ที่มีภารกิจโดยตรงและจำเป็นต้องครอบครอง อาวุธปืน เท่านั้น
ส่วนกรณีร่างกฎกระทรวงฯ ที่ระบุชนิดและเงื่อนไขได้ 14 ชนิด รวมถึงอาวุธปืนเล็กยาว อาวุธปืนเล็กยาวกึ่งอัตโนมัติหรืออัตโนมัติ อาวุธปืนกลมือ อาวุธปืนกลเบา เครื่องยิงลูกระเบิด ลูกระเบิด และวัตถุระเบิดด้วย แต่ถึงแม้จะกำหนดว่า อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือลูกระเบิด จะต้องไม่เป็นชนิดและขนาดที่มีอานุภาพร้ายแรงเกินที่ทางราชการทหารหรือตำรวจใช้ก็ตาม
โดยหลักการแล้วกฎกระทรวงดังกล่าวควรกำหนดกรอบการใช้ดุลพินิจ ของคณะกรรมการอนุญาติฯ ด้วย เพราะหน่วยงานราชการบางหน่วยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธปืนที่มีสภาพร้ายแรงหรือวัตถุระเบิด ดังนั้น ควรกำหนดชนิดและขนาดของอาวุธปีนหรือวัตถุระเบิดไว้ พร้อมทั้งกำหนดให้หน่วยงานราชการสามารถมีและใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ได้แตกต่างตามชนิด และเงื่อนไขดังกล่าวด้วย
รวมถึงให้บรรจุไว้ในร่างกฏกระทรวงฯ โดยให้กระทรวงมหาดไทย ทำเครื่องหมายและทำบัญชีก่อนนำไปใช้ ทั้งการทำทะเบียนอาวุธปืนเพื่อจะได้ทราบข้อมูลชนิด ขนาด และจำนวนอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานต่าง ๆ การดำเนินการดังกล่าวจะต้อง เป็นไปตามที่กฎกระทรวงฯ กำหนด
ขณะเดียวกันหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตลำดับล่าสุดคือ "สำนักงานศาลยุติธรรม" ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยได้มีร่างกฎกระทรวงฯอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งเสนอเพิ่มเติม จากกรณีของ "สำนักงานอัยการ" ที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.)เพิ่มรับหลักการเมืองเร็ว ๆ นี้ อยู่ในระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณา
กรณีนั้น "อัยการ" มีหน้าที่และอำนาจของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 อันจะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการในการป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายว่าด้วยป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น