“ปิยบุตร” นำทีม 70 ส.ส.อนาคตใหม่ ไม่เห็นชอบ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

70 ส.ส.อนาคตใหม่ ไม่อนุมัติพ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ ชี้ ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินตามรธน.ม.172  ซัด “พล.อ.ประยุทธ์” หมดม.44 หันมาใช้พ.ร.ก.เสริมอำนาจพิเศษ ขณะที่ “พีระพันธุ์” ระบุความปลอดภัยสถาบันกษัตริย์เร่งด่วนเทียบเท่าความมั่นคงชาติ

วันนี้ (17 ต.ค.) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 ‪ซึ่งมีพล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้เสนอเหตุผลว่าเพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์ในการปฏิบัติหน้าที่ การถวายพระเกียรติและการรักษาความปลอดภัยขององค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ รวมทั้งให้การปฏิบัติภารกิจทั้งปวงตามพระราชอัธยาศัย และตามพระราชประเพณีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และเกิดความปลอดภัยสูงสุดจึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงในการที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ จึงจำเป็นต้องตรากฎหมายฉบับนี้

ต่อมาสภาชิกได้อภิปรายโดย นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ลุกขึ้นอภิปรายคนแรกว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ารับหน้าที่เป็นเวลา 3 เดือน ตราพ.ร.ก.ไปแล้ว 2 ฉบับ ซึ่งทั้งสองฉบับนี้มีปัญหาว่าเป็นพ.ร.ก.ที่เข้าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ จากเหตุผลดังกล่าวเท่ากับว่าครม.อ้างเหตุเรื่องความปลอดภัยของประเทศ และยืนยันว่าเป็นกรณีฉุกเฉิกที่มีความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ถูกต้องว่าองค์พระมหากษัตริย์เป็นหลักสำคัญของประเทศ เป็นประมุขของประเทศไทย การถวายความปลอดภัยแด่องค์มหากษัตริย์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ตรงนี้ไม่น่ามีปัญหา แต่ประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่ากรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งคิดว่าเป็นปัญหาในทางรัฐธรรมนูญ เพราะคำว่า”ฉุกเฉิน” คือสิ่งที่เป็นไปปัจจุบันทันด่วนและแก้ไขโดยพลัน และคำว่าจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หมายถึงต้องทำทันที ถ้าไม่ทำจะเกิดผลร้ายแรงตามมา และในหมายเหตุท้ายพ.ร.ก.ยืนยันว่าเป็นไปเพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์เกี่ยวกับการถวายอารักขา ถวายพระเกียรติ และถวายรักษาความปลอดภัย นี่คือวัตถุประสงค์ของกฏหมาย แต่ประเด็นคือ ถ้าหากว่าครม.ยืนยันว่าพ.ร.ก.นี้มีความจำเป็นรีบด่วน ครม.จำเป็นต้องแสดงข้อเท็จจริงให้สภาฯทราบว่า ณ วันที่ออกพ.ร.ก.มีเรื่องอะไรที่กระทบต่อการถวายอารักขา การถวายพระเกียรติ แต่ครม.ไม่ได้ชี้แจงเลย

“สิ่งเหล่านี้มีปัญหากับการใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ ที่คุ้นชินกับการมีอำนาจพิเศษ และอำนาจมาตรา 44 ที่ใช้มา 5 ปีเศษ ประเภทเปิดปุ๊บติดปั๊บ ตลอด 5 ปี ที่ใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งมาแล้วเกิดความผิดพลาดมากมาย บางกรณีก็ใช้มาตรา 44 แก้ไข มาตรา44 ที่ออกมาผิดพลาด วันนี้เราเข้าสู่ระบบปกติแล้ว เราใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ท่านไม่มีมาตรา 44 อีกแล้ว ไม่มีมนต์วิเศษ ประเภทที่สั่งอะไรแล้วไม่ขัดรัฐธรรมนูญไม่มีอีกแล้ว ดังนั้น นายกรัฐมนตรีและครม.ต้องไม่ลืมว่ามีสภาฯแล้ว เขาไม่ใช่ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน การใช้อำนาจของครม.จึงต้องเคารพรัฐธรรมนูญ และระมัดระวังรอบคอบกว่าเดิม ไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำ ผมเห็นว่าการตราพ.ร.ก.นี้ เป็นข้อยกเว้นยอมให้อำนาจกับครม. ดังนั้นจึงต้องทำอย่างจำกัดเคร่งครัดตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 กำหนด

ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ จะเคยชินจะใช้ช่องทางตามมาตรา 172 เสมือนกับมีอำนาจตามมาตรา 44 ไม่ได้ และหากเราปล่อยผ่านเรื่องนี้เท่ากับว่าเรากำหนดสนับสนุนนิสัยการใช้อำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ยืนยันว่าอะไรก็จะใช้อำนาจรวดเร็วเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่เสมอ หากไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้เราจะช่วยให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อำนาจ แต่หากปล่อยผ่านเรื่องนี้จะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิด นายกฯอยากได้อะไรขี้เกียจรอสภา นานวันเข้าการออกพ.ร.ก.จะกลายสภาพเป็นมาตรา 44 จำแลง เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ทั้งการแถลงสัตย์ไม่ครบ แถลงนโยบายไม่แจ้งที่มาของงบประมาณ และการออกพ.ร.ก. 2 ฉบับ เป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมาได้รับการยกเว้นจากรัฐธรรมนูญจนกระทั่งถึงวันนี้ สภาฯจะยินยอมให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญอีกต่อไปหรือ ตนคิดว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นติดกันหลายเรื่องเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ชัดเจน ว่านี่คือการแสดงอาการของโรคพล.อ.ประยุทธ์ คือ โรคไม่แยแสรงรัฐธรรมนูญ

“ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร และรัฐธรรมนูญไทยก็รับรองต่อเนื่องเรื่อยมา คือประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจประชาธิปไตยผ่านทางรัฐสภา ครม. และศาล พระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระทำอะไรผิด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงต้องรับผิดชอบ แต่รัฐมนตรีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ และไม่ใช่แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 3/2562 ในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ เนื้อหาของคำวินิจฉัยของศาลยืนยันว่ามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ทรงเป็นกลางทางการเมือง และใช้คำว่าปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง หนังสือตำราหลายเล่มของนักวิชาการด้านกฏหมายรัฐธรรมนูญซึ่งก็อยู่ในรัฐมนตรีชุดนี้ด้วย ก็เขียนเรื่องนี้เช่นกันว่าระบอบนี้คือพระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวทิ้งทายว่า พรรคอนาคตใหม่และตนยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การอภิปรายในวันนี้เป็นไปเพื่อยืนยันอำนาจของสภาฯตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร รักษาระบบรัฐสภา ที่สำคัญที่สุดคือการรักษา ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี มิใช่ชี้หน้าด่าคนอื่นว่าไม่จงรักภักดี การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีไม่ใช่การใช้อำนาจกระทำการใดเพื่อทำให้คนคิดว่าพระมหากษัตริย์เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ ด้วยเหตุผลที่อภิปรายทั้งหมด เห็นว่าพ.ร.ก.ตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามมาตรา 172 ตนในฐานะส.ส.ไม่สามารถลงมติอนุมัติพ.ร.ก.นี้ได้

ด้านพล.อ.ชัยชาญ ชี้แจงว่า กระทรวงกลาโหมมีภาระกิจตามที่กฎหมายกำหนด โดยกองทัพบพกำหนดให้กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เป็นหน่วยทหารหลักที่มีภาระกิจโดยตรงในการถวายความปลอดภัยต่อพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ อันเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งที่ต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักของคนไทยทุกคนเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ สำหรับหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์นั้น เดิมขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหม ต่อมาได้ปรับเป็นส่วนราชการในพระองค์ มีหน้าที่ในการวางแผน ดำเนินการประสานงาน บังคับบัญชา ควบคุมกำกับดูแลและปฏิบัติงานในการถวายอารักขาและถวายพระเกียรติ พระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี รัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์และบุคคลอื่น รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชพิธีรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตพระราชฐาน ดังนั้นเพื่อให้การปฏิบัติภาระกิจในการพิทักษ์รักษาปกป้องตลอดจนสนับสนุนภาระกิจของสถาบันกษัตริย์เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพราะการถวายความปลอดภัยต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์จะต้องไม่มีข้อบกพร่องเด็ดขาด

“การปรับโอนครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ไปเป็นของส่วนราชการในพระองค์จึงต้องดำเนินการโอนอัตราทั้งสองหน่วยไปเพื่อให้หน่วยมีความพร้อมทุกด้านตลอดเวลา มีการจัดอัตรากำลังพลที่เหมาะสม โดยเร็วที่สุด อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับการต้องมีหมุนเวียนกำลังพลต่างๆตามอำนาจหน้าที่ที่รับผิดชอบ และมีการฝึกเพิ่มพูลความรู้ความสามารถให้มีความพร้อมอยู่เสมอ และต้องไม่มีข้อบกพร่องโดยเด็ดขาด และให้สอดคล้องกับการบริการจัดการเรื่องงบประมาณให้สอดคล้องงบปี 63 จึงถือเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ”พล.อ.ชัยชาญ ย้ำ


ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ชาติและความเป็นมาไม่เหมือนประเทศอื่น ที่เรายืนยาวมาถึงวันนี้ได้เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ หากไม่มีสถาบันนี้ก็คงไม่มีพวกเรามาถึงวันนี้ แต่ด้วยวิวัฒนาการของประเทสและโลกทำให้ระบบสถาบันกษัตริย์มีความเปลี่ยนแปลงไป จนมาเป็นสถาบันระบบประมุขของระบอบประชาธิปไตย ของไทย ดังนั้นความเป็นราชอาณาจักรไทยไม่สามารถแบ่งแยกออกได้ระหว่างความมั่นคงของประเทศกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน อะไรที่กระทบสถาบันกษัตริย์ก็เท่ากับกระทบความมั่นคงของประเทศด้วยเช่นกัน

“ดังนั้นการถวายความปลอดภัยให้พระมหากษัตริย์จึงเปรียบเสมือนการถวายความปลอดภัยให้กับประเทศชาติ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศที่ไม่เป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ในเมื่อความปลอดภัยของประเทศถือเป็นเรื่องเร่งด่วน อะไรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของสถาบันกษัตริย์จึงไม่ต่างกัน ส่วนอะไรถือเป็นเร่งด่วนหรือไม่เราควรให้อำนาจฝ่ายบริหารพิจารณา เราในฐานะสภาผู้แทนฯควรพิจารณาว่าเหตุผลนั้นเห็นด้วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละท่าน หากไม่เห็นด้วยก็ใช้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนด แต่สำหรับผมเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนและให้การรับรอง” นายพีระพันธุ์ กล่าว

จากนั้นที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่มีมติอนุมัติด้วยคะแนน374 ต่อ 70 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง

ด้วยการออกเสียง ระบุว่า มีผู้อนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว 374 คน ไม่เห็นด้วย 70 คน และงดออกเสียง 2 คน สำหรับส.ส.ที่ไม่อนุมัติจำนวนดังกล่าว เป็น ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ทั้งหมด แต่ก้มีบางส่วนที่อนุมัติด้วย คือ นายกฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่ , นายจารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี , พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี ส่วน น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ เป็น1 เสียงที่งดออกเสียง ร่วมกับพล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีสมาชิกที่มาร่วมประชุมทั้งสิ้น 446 คน

สำหรับร่างพ.ร.ก.ฉบับนี้จะส่งต่อให้วุฒิสภาให้ความอนุมัติอีกครั้ง‪ในวันที่ 20 ต.ค. นี้ เพื่อเป็นสถานะเป้นพระราชบัญญัติต่อไป

 

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ