นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า กรณีการเปลี่ยนแปลงสัญญาใดๆนั้น ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในเงื่อนไขการเข้ามาประมูลงาน หรือ RFP อยู่แล้วต้องยึดตามนั้น จะขาด จะเกินไม่ได้ เป็นเรื่องสำคัญเพราะรัฐเป็นคู่สัญญา และหากมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข ฝ่ายที่แพ้ประมูล รวมไปถึงเอกชนที่ไม่เข้าประมูลเพราะเขาติดเงื่อนไขที่ประกาศไว้เช่นเดียวกัน จะไม่ส่งผลดี
ส่วนกรณีที่มีคนมองว่า พื้นที่อีอีซี มี พ.ร.บ.ฉบับพิเศษ คอยอำนวยความสะดวกให้ แต่ข้อเท็จจริง คือกฎหมายฉบับนั้นก็ต้องใช้คู่กับกฎหมายฉบับอื่นด้วย เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐไม่ได้ตั้งเงื่อนไขให้เอกชนต้องดำเนินการแต่ฝ่ายเดียวแต่มีเรื่องที่รัฐต้องจัดการให้ อาทิ การส่งมอบพื้นที่ตามเวลาที่กำหนด หน่วยงานต่างๆ ต้องทำให้ทัน แต่ถ้ามีเหตุสุดวิสัยก็ยืดเวลาก่อสร้างออกไปได้ อย่าไปคิดว่าจะให้รัฐชดเชยด้วยทางอื่น
ส่วนกระแสข่าวที่กลุ่ม CPH อาจปรับลดสัดส่วนด้านการลงทุนนั้น นายอนุทิน ย้ำว่าการจะทำอะไรต้องดูว่า RFP อนุญาตหรือไม่ แต่ส่วนตัวคิดว่า ทำไม่ได้ เพราะถ้าทำได้ เท่ากับว่าผู้ที่มีเงินก็เข้ามาประมูล เมื่อได้โครงการ ก็กระจายให้เอกชนรายอื่นรับช่วงต่อ คิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะภาครัฐ ไว้ใจ กลุ่ม CPH ไม่ได้ไว้ใจผู้ที่จะมารับช่วงต่อ