วันที่ 29 พ.ย. 2562ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน รศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม เดินทางมาร่วมประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน โดยภายหลังการประชุมได้มีบุคลากรจำนวนหนึ่งมอบดอกไม้เพื่อให้กำลังใจแก่ รศ.ภญ.จิราพร ที่เป็นตัวแทนภาควิชาการเข้าไปต่อสู้เรื่องของการแบนสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา และได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งกรรมการวัตถุอันตราย เพราะรับไม่ได้กับการออกมาแถลงข่าวของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเป็นเอกฉันท์ในการยืดเวลาแบนพาราควอตและคลอร์ไพรีฟอส ออกไป 6 เดือน และให้จำกัดการใช้ไกลโฟเซตตามเดิม ทั้งที่ตนเองคัดค้านเต็มที่
รศ.ภญ.จิราพร กล่าวว่า อย่างที่ตนเองโพสต์ข้อความไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่ารู้สึกผิดหวังกับกระบวนการหรือวิธีการประชุม ซึ่งค่อนข้างที่จะสับสน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระเบียบวาระ หรือการรับฟังความคิดเห็นของกรรมการ ซึ่งตนเองแสดงความเห็นคัดค้านทั้ง 3 สารเคมีว่า มีอันตราย และเห็นควรยืนยันมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2562 ที่ให้แบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิดมาตลอดการประชุม แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า สุดท้ายแล้วสิ่งที่ตนไปขอให้ฝ่ายเลขาฯ บันทึกไว้เรื่องคงมติวันที่ 22 ต.ค.กลับไม่ได้ปรากฏออกมา จึงรู้สึกผิดหวังและหดหู่ในการที่จะทำงานลักษณะนี้ จึงต้องแสดงจุดยืนในการที่จะขอลาออก เพราะคงลำบากในการที่ทำหน้าที่ต่อ จากกลไกคณะกรรมการระดับชาติในการกำหนดนโยบายที่ดีในการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมที่มีความสับสนเช่นนี้
รศ.ภญ.จิราพร กล่าวว่า การประชุมวันนั้นก็เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย ซึ่งตนก็ยืนยันให้คงมติเดิม และก็มีหลายท่านที่ยังยืนยันให้มีการแบน ดังนั้น จึงไม่ใช่มติเอกฉันท์ตามที่แถลง แต่การแถลงเป็นเพียงความเห็นที่เกิดขึ้นในที่ประชุม อย่างเรื่องระยะเวลาก็เป็นเรื่องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอว่า ไม่สามารถที่จะทำได้ทัน ซึ่งจากลักษณะของการประชุม ที่ไม่ได้มีความชัดเจน จึงเกิดความสับสน และสุดท้ายเหมือนเป็นภาวะจำยอม
เมื่อถามว่าเป็นภาวะจำยอมอย่างไร รศ.ภญ.จิราพร กล่าวว่า วันนั้นไม่ได้มีการนับองค์ประชุมหรือลงมติที่ชัดเจน ว่าจะให้มีการยกเลิกมติเมื่อวันที่ 22 ต.ค. ดังนั้น เมื่อไม่มีการโหวตเช่นนี้ ส่วนตัวจึงเชื่อว่ามติเดิมวันที่ 22 ต.ค. ที่ให้แบนสารเคมียังคงมีผล และการประชุมก็เป็นแค่แสดงความคิดเห็นและบันทึกลงในการประชุม ซึ่งคงต่อไปดูอีกทีว่า สรุปบันทึกการประชุมออกมาเป็นเช่นไร จึงเป็นภาวะจำยอมที่จบการประชุมไปแบบสับสนเช่นนั้น แต่ รมว.อุตสาหกรรมในฐานะประธาน กลับไปแถลงว่าเป็นมติเอกฉันท์ของที่ประชุม ไกลโฟเซตไม่มีอันตรายสุขภาพ ซึ่งยืนยันว่าในที่ประชุมเรายืนยันไปแล้ว
ถามต่อว่า เช่นนี้การประชุมที่ผ่านมาจะมีผลทางกฎหมายหรือไม่ รศ.ภญ.จิราพร กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะตนไม่ใช่ฝ่ายกฎหมาย คงต้องให้นักกฎหมายตีความและไปหารือว่าเป็นเช่นไร