หลังจากเกิดประเด็นหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่มีการออกข่าวจากทางน.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ ว่า รัฐบาลจัดให้ผ้าอนามัย เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และเตรียมเก็บภาษี 40% โดยอ้างว่า เป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2561 จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องดังกล่าว แม้ล่าสุดทางรัฐบาลจะออกมาชี้แจงว่า ไม่ใช่ แต่มติดังกล่าว เป็นผ้าอนามัยแบบสอดนั้น
ลองมาดูข้อแตกต่างระหว่างการควบคุมผ้าอนามัยภายนอก หรือแบบทั่วไป กับผ้าอนามัยแบบสอดกันดีกว่า ว่า มีการควบคุมสินค้าอย่างไร
สำหรับ “ผ้าอนามัยแบบสอด” ที่กลายเป็นมติ สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นเครื่องสำอาง พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ โดยข้อเท้จจริงแล้ว ผ้าอนามัยชนิดสอดมีวัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อความสะอาด โดยต้องสอดเข้าไปในช่องเปิดของร่างกาย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่อาจมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ แต่ปรากฏว่าผ้าอนามัยชนิดสอดไม่เข้าข่ายเป็นเครื่องสำอางตามบทนิยามมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558
ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์สุขอนามัย และความปลอดภัยของผู้ใช้ สำกนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) จึงกำหนดให้ผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นเครื่องสำอางตาม พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 และได้ยกร่างกฎกระทรวงกำหนดผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นเครื่องสำอางฯ
ด้วยเหตุนี้ “ผ้าอนามัยแบบสอด” จึงจัดเป็นเครื่องสำอางตั้งแต่ปี 2528 นับตั้งแต่ มี พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2517 และ พ.ศ.2535 เพราะเข้าได้กับนิยามเครื่องสำอาง คือ วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงามและรวมตลอดทั้งเครื่องประทินผิวต่างๆ ด้วย โดยไม่รวมถึงเครื่องประดับและเครื่องแต่งตัว ซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย
ส่วนสาเหตุที่ต้องออกเป็นกฎกระทรวงกำหนดให้ผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นเครื่องสำอางโดยเฉพาะนั้น เนื่องจากเมื่อครั้งออก พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 มีการแก้ไขนิยามของคำว่า "เครื่องสำอาง" ใหม่ คือ วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดกับส่วนภายนอกของร่างกายมนุษย์ และให้หมายความรวมถึงการใช้กับฟันและเยื่อบุในช่องปาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือเปลี่ยนแปลงลักษณะที่ปรากฏหรือระงับกลิ่นกาย หรือปกป้องดูแลส่วนต่างๆ ให้อยู่ในสภาพดี และรวมตลอดทั้งเครื่องประทินต่างๆ สำหรับผิว แต่ไม่รวมเครื่องประดับและเครื่องแต่งตัว จึงทำให้ "ผ้าอนามัยชนิดสอด" หลุดจากคำนิยามของเครื่องสำอาง เนื่องจากนิยามกำหนดชัดว่าเป็นการใช้ภายนอกร่างกายมนุษย์ แต่ผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นการใช้ภายในร่างกายมนุษย์ จึงต้องมีการออกกฎกระทรวงเพื่อให้กลับมาครอบคลุมอีกครั้ง
สรุป คือ สำหรับสาระสำคัญของกฎกระทรวง ได้กำหนดบทนิยามคำว่า ‘ผ้าอนามัยชนิดสอด’ หมายความว่า ผ้าอนามัยที่ใช้สอดใส่เข้าในช่องคลอด เพื่อดูดซับเลือดประจำเดือน (ระดู) และกำหนดให้ผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นเครื่องสำอาง
สำหรับการจัดเก็บภาษีนั้น ล่าสุด นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ให้ข้อมูลว่า เมื่อผ้าอนามัยแบบสอด เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยจากมติ ครม.วันที่ 17 เมษายน 2561 และมีข้อกังวลว่า จะสามารถเก็บภาษีได้ถึง 40% นั้น ปัจจุบันกรมสรรพสามิต ไม่เคยเก็บภาษีเครื่องสำอางเลย
โฆษกรัฐบาล ยัน ครม.ไม่เคยมีมติให้"ผ้าอนามัย"เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย
สำหรับ “ผ้าอนามัยภายนอก” หรือผ้าอนามัยทั่วไปนั้น ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เรื่อง ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 53 พ.ศ. 2562 กำหนดให้ ผ้าอนามัยอยู่ในสินค้าควบคุมลำดับที่ 31
โดยในประกาศระบุว่า จำนวนสินค้าควบคุมมีทั้งสิ้น 46 รายการ และบริการควบคุม 6 รายการ เป็นไปตามประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 เรื่อง ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 53 พ.ศ.2562
คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ระบุว่า รายการสินค้าทั้งหมดได้พิจารณาทบทวนการกำหนดสินค้าหรือบริการควบคุมให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อดูแลป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่ายหรือการกำหนดเงื่อนไข และวิธีปฏิบัติทางการค้าอันไม่เป็นธรรม โดยมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 1 ปี
ในส่วนการเก็บภาษีผ้าอนามัยแบบทั่วไปนั้น ทางกรมสรรพสามิต ระบุว่า ผ้าอนามัยมีการเก็บภาษีปกติเหมือนสินค้าทั่วไป คือ เป็นการเก็บภาษีแว็ต เพราะไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย เป็นสินค้าประจำวัน ปัจจัยพื้นฐานที่ต้องใช้ทุกวัน
ดูเลย “รายการสินค้าควบคุมราคา” มีอะไรบ้าง