เหตุการณ์ล่าสุดที่มีการฆ่าตัวตายเพราะปัญหาเศรษฐกิจ คือ เมื่อวานนี้ ( 5 ม.ค. 2563) ที่จ.อุดรธานี ซึ่งผู้เป็นพ่อทุบตีภรรยาและลูกสาว 2 คน จนเสียชีวิต ก่อนผูกคอตายตาม ล่าสุดวันนี้มีพิธีฌาปนกิจผู้เสียชีวิตทั้ง 4 คน บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
สำหรับปมของการก่อเหตุครั้งนี้ ผู้ก่อเหตุ ได้ทิ้งจดหมายลาตาย ระบวุ่าสาเหตุไว้ว่า เครียดที่ลูกสาวคนโตเรียนจบปริญญาตรีแต่ไม่มีงานทำ ส่วนลูกสาวอีกคนก็กำลังเรียนปริญญาตรี ทำให้ต้องใช้เงินค่าเทอมตลอดหลักสูตร 120,000 บาท ทั้งที่ยังจ่ายหนี้สินจากการส่งลูกคนโตเรียนที่เรียนมาตลอดหลักสูตร 96,000 บาท ไม่หมด และไม่มีเงินพอใช้หนี้สินที่ติดค้างอยู่
หากย้อนดูข้อมูลในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา นับจากเดือนต.ค. 2562 จนถึง ปัจจุบัน พบว่า มีข่าวการฆ่าตัวตายเพราะปัญหาหนี้สินเกิดขึ้นมากกว่า 10 คดี ทั้งหมดมีสาเหตุคล้ายกัน คือ มีปัญหาหนี้สิ้นและมองว่า สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันย่ำแย่ โดยก่อนตัดสินใจจบชีวิตลง เกือบทั้งหมดเขียนจดหมายระบายความในใจไว้
เช่น กรณีของพ่อค้าขายกุ้ง ชาวจังหวัดสมุทรสงครามที่ เขียนจดหมายระบุว่าเป็นหนี้ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายคืนได้ จึงตัดสินใจผูกคอตาย
หรือ กรณีที่แม่เอายาผสมน้ำให้ลูกกินก่อนที่ตัวเองจะกินน้ำขวดเดียวกัน และนอนตายอยู่ในห้องพัก ซึ่งผู้เป็นแม่เขียนจดหมายขอโทษสามีและทุกคน พร้อมระบุว่าที่เลือกตัดสินใจจบชีวิตลงเพราะสร้างหนี้สินไว้จำนวนมาก
ประเด็นเหล่านี้ถูกนำไปถามนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลงานด้านเศรษฐกิจว่ามีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไรกับการฆ่าตัวตายของประชาชนที่ทนปัญหาเศรษฐไม่ได้ซึ่งนายสมคิด ระบุว่า ประชาชนไม่ควรดูข่าวในโซเชียลมีเดียมากเกินไป
การตอบคำถามของนายสมคิดในทุกครั้งที่ถูกถามถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รู้สึกผิดหวัง เพราะ มองว่า นายสมคิดไม่ได้พยายามสะท้อนข้อมูลปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชนเข้าใจ แต่พูดเพื่อไม่ให้ตัวเองและรัฐบาลถูกต่อว่า ซึ่งขัดกับหลักการด้านเศรษฐศาสตร์
นอกจากนี้ยังแสดงความเห็นว่าหากไม่อยากให้คนฆ่าตัวตายเพราะปัญหาเศรษฐกิจ ต้องทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ซึ่งแนวทางที่ง่ายที่สุด คือ การเปลี่ยนผู้นำประเทศ เพราะ สาเหตุที่เศรษฐกิจประเทศตกต่ำ เป็นเพราะ เอกชนและต่างชาติไม่มั่นใจในตัวผู้นำของไทย
นายพิชัย ยังวิเคราะห์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำที่ไม่เข้าใจปัญหาเศรษฐกิจแต่พยายามแสดงออกว่าเข้าใจ
ด้านรศ.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า การฆ่าตัวตายเพราะปัญหาเศรษฐกิจมี 2 ระดับ คือ การฆ่าตัวตายด้วยตัวเอง กับ การฆ่าคนในครอบครัวด้วย ซึ่งการฆ่าคนในครอบครัวเป็นปัญหาซับซ้อนขึ้นมาอีกระดับ ซึ่งหากมีกรณีเช่นนี้รัฐบาลควรประเมินสภาพหนี้สินกับรายได้ครัวเรือนของประชาชนก่อน เพื่อให้รัฐบาลมีข้อมูลในการเข้าไปช่วยปรับสภาพโครงสร้างหนี้ ส่วนเรื่องภาวะความเครียดสะสมจากปัญหาหนี้สิ้นให้ส่งต่อกรมสุขภาพจิตเข้าไปดูแลเพื่อป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย