วันที่ 7 ม.ค. 2563 ที่พรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ในวาระที่ 2 - 3 ว่า พรรคอนาคตใหม่ส่งตัวแทนทั้งในสถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรและฐานะของชุดคณะกรรมาธิการวิสามัญ หากจะสรุปเป็นประเด็นสำคัญ ก็จะพุ่งเป้าไปที่กระทรวงกลาโหม
โดยจะมี ส.ส. ที่จะอภิปรายหลายคน เช่น นาย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่จะพูดถึงเรื่องงบประมาณที่ใช้ไปในการเกณฑ์ทหาร ซึ่งเปรียบเทียบกันแล้วหากยกเลิกการเกณฑ์ทหารไปแล้วอาจใช้งบประมาณที่น้อยกว่า และได้กองทัพที่มีคุณภาพมากขึ้น นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ที่จะอภิปรายงบประมาณในการซื้ออาวุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องของเรือดำน้ำ
นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ที่จะอภิปรายงบประมาณที่ซ้ำซ้อน การโอนงบฯไป-มา การตั้งงบบุคลากรที่เกินจริง นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่จะมุ่งไปที่การกระจายอำนาจ ที่จะมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้อภิปราย
นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า ส่วนตนเอง แม้จะไม่ได้เข้าไปเป็นกรรมาธิการชุดนี้ แต่ได้ไปแปรญัตติเอาไว้ในเรื่องของงบประมาณสำนักงานศาลปกครอง สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระต่างๆ โดยประเด็นที่จะอภิปรายก็คือ บรรดางบประมาณต่างๆที่ใช้ไปในการจัดหลักสูตรโครงการอบรมต่างๆ ซึ่งใช้งบประมาณค่อนข้างมาก ทั้งๆที่มิใช่ภาระกิจของศาล
ทั้งนี้ ตนตั้งข้อสังเกตว่า หลักสูตรอบรมเหล่านี้ เปิดขึ้นมาเพื่อสร้างคอนเน็คชั่นกันใช่หรือไม่
ส่วนการอภิปรายครั้งนี้ จะแสดงให้เห็นถึงการตรวจสอบ ซึ่งรูปแบบในการทำงบประมาณของรัฐบาลตอนนี้ไม่ได้ส่งผลในการแก้ปัญหา และยังทำให้รัฐส่วนกลางมีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอีกด้วย จากการอภิปรายในวาระที่ 1 พรรคอนาคตใหม่ทำให้เห็นแล้วว่า หากเราได้เป็นรัฐบาลจะทำงบประมาณแบบไหน
วันนี้ทำได้เพียงแค่ตรวจสอบ หากวันหน้าได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล พรรคอนาคตใหม่จะแสดงให้เห็นว่า การจัดทำงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ แล้วเอาอำนาจในการจัดสรรงบประมาณไปไว้ที่ท้องถิ่นนั้นต้องทำอย่างไร
ส่วนของคดีอิลูมินาติที่มีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ที่มองว่าตนและ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและขอให้ยุบพรรค ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถเป็นเหตุในการยุบพรรคได้ ซึ่งขณะนี้ทางพรรคอนาคตใหม่ได้ส่งเอกสารปิดคดี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่า โดยปกติแล้วเวลาแถลงปิดคดีนั้นจะไม่สามารถเพิ่มประเด็นหรือเพิ่มพยานหลักฐานใหม่ได้ แต่ว่าการแถลงปิดคดีของผู้ร้องนั้น เพิ่มเติมประเด็นและหลักฐานอื่นเข้ามา ที่ไม่ได้อยู่ในการต่อสู้ในชั้นแรกหลายประเด็น
"คนมักจะคาดการณ์กันว่าพรรคอนาคตใหม่โดนยุบแน่ บางคนมาพูดกับผมเลยว่ายุบช้าไปด้วยซ้ำ ความเห็นต่างๆเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แต่ละท่านที่คิดว่าพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบแน่ มีความคิดที่ตั้งฐานที่ว่า การยุบพรรคการเมืองในประเทศไทย ไม่ได้พิจารณาจากบริบทของกฎหมายอย่างเดียว แต่พิจารณาจากเหตุผลทางการเมืองประกอบ หากเป็นแบบนี้จริงแสดงว่าการยุบพรรคในประเทศไทย มิใช่เป็นการยุบพรรคในเรื่องของพรรคการเมืองนั้นมีพฤติกรรมที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญ ผิดต่อกฎหมาย แต่ไปคิดในมิติในเชิงการเมืองมากกว่า”
แต่ในท้ายที่สุดพลังของเหตุผลจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไร พลังของเหตุผลนั้นจะเป็นคำตอบ ไม่ใช่เรื่องของอำนาจที่ตัดสินแล้วจะมีผลทางกฎหมาย สังคมจะเชื่อมั่นได้หรือไม่อยู่ที่เหตุผลประกอบของคำวินิจฉัย" นายปิยบุตร กล่าว
“ธนกร” เมินถูกน็อกการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เหตุ “บิ๊กตู่” โปร่งใส ซื่อสัตย์
นายปิยบุตร กล่าวด้วยว่า ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญตอนนี้ถูกตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา เพราะ 5 ใน 9 ท่าน หมดวาระไปตั้งแต่เดือนพ.ค. 2560 แต่ทางคณะคสช. ในขณะนั้นออกคำสั่งให้ดำรงตำแหน่งต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น จนกระทั่งมีสมาชิกวุฒิสภา มี พ.ร.ป.เรียบร้อย คณะกรรมการสรรหาก็ได้เสนอชื่อไปที่วุฒิสภา ตั้งแต่เดือนส.ค. 2562
แต่วุฒิสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติ พฤติกรรม ของว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 5 ท่าน ซึ่งตามหลักการนั้น ใช้เวลาตรวจสอบ 45 วัน แต่ได้มีการขยายเวลา 30 วัน ถึง 3 ครั้ง ซึ่งจะครบในวันที่ 15 ม.ค. ที่จะถึงนี้ และในวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา วุฒิสภาได้มีมติขอขยายเวลาอีก 15 วัน ซึ่งจะหมดเวลาการตรวจสอบคุณสมบัติในสิ้นเดือนม.ค.
"ผมอดคิดไม่ได้ว่า เหตุใดจึงต้องต่อเวลาการตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยาวนานขนาดนี้ หากมองปฏิทินคดีของพรรคอนาคตคตใหม่ ที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ คือวันที่ 21 ม.ค. และหากคดีเงินกู้เร่งตัดสินอีก ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะตัดสินภายในสิ้นเดือนม.ค. พฤติการณ์แวดล้อมแบบนี้ผมอดคิดไม่ได้หรอกครับว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 5 ท่านนี้ จะมีภาระกิจทิ้งทวนคือ ตัดสินคดีพรรคอนาคตใหม่เป็น 2 คดีสุดท้าย" นายปิยบุตร กล่าว
นายกฯแจงสภาฯ งบฯ 3.2 ล้านล้าน สอดคล้อง 6 ด้านยุทธศาสตร์ชาติ