กรณีที่อัยการ ชี้แจงเหตุผลที่ไม่ส่งฟ้องคดีบิลลี่ขึ้นสู่ศาล ว่าเป็นเพราะ วิธีตรวจชิ้นส่วนกระดูก โดยวิธีไมโทคอนเดีย ทราบเพียงสื่อสัมพันธ์สายมารดาเเละยาย ไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลที่ชี้ชัดได้ว่าเป็นใคร นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ ‘มึนอ’ ภรรยาของบิลลี่ เชื่อว่ากระดูกที่พบเป็นบิลลี่แน่นอน เพราะ ปกติ ชาวกระเหรี่ยงเมื่อเสียชีวิตจะไม่นำกระดูกไปลอยน้ำ จึงยังติดใจเหตุผลของอัยการที่ไม่ส่งฟ้องคดีนี้
ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ส่วนตัวไม่ได้กำชับอะไร และปล่อยให้ดีเอสไอทำงานตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ แต่ขึ้นอยู่กับฝีอมือดีเอสไอ ว่าดีแค่ไหน อย่างไร เพื่อให้อธิบดีอัยการสูงสุดเห็นตามสำนวนฟ้อง
ด้านพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ หลังก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่า ทำความเห็นแย้งพนักงานอัยการออกมา 6 ข้อ แต่ล่าสุด ดีเอสไอ แจ้งว่า ยังไม่มีการสรุปประเด็น หรือ แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณากรณีนี้ เพราะ เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการตรวจเอกสารที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
สำหรับกรณีของบิลลี่ ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่สอดคล้องกับการผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฉบับประชาชน ซึ่งวันนี้ 12 องค์กรภาคประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์ เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่าน นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะที่เป็น ประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพื่อขอให้ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฉบับประชาชน
โดยนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน หวังว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะถูกบังคับใช้เร็วที่สุด เพราะ เป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ 2 ฉบับ ซึ่งไทยเห็นด้วยในหลักการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ล่าช้า อาจเป็นเพราะเจ้าหน้าที่รัฐบางคนที่มีพฤติกรรมที่ทำให้บุคคลสูญหายได้รับผลกระทบหรือไม่ จึงทำให้ร่างกฎหมายไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเท่าที่ควร
ย้อนรอย 5 ปีคดี “บิลลี่ พอละจี” การจากไปไม่มีวันกลับ