การบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึก ประกาศและคำสั่ง คสช. กว่าร้อยฉบับ การให้อำนาจศาลทหารพิจารณาคดีอาญาบางประเภทแทนศาลพลเรือน รวมทั้งมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว อาจส่งผลสำเร็จในมิติความมั่นคงเรื่องการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การลดรุนแรงและการชุมนุมต่างๆ แต่ในมิติทางการเมืองและการสร้างความปรองดอง ยังมีปัญหา เพราะอำนาจพิเศษจำกัดอยู่ที่กลุ่มเห็นต่างทางการเมือง
มีการรวบรวมข้อมูลคดีในศาลทหารจาก "ไอลอว์" และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอเจ) พบว่าคดีการเมืองหลังการรัฐประหารพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะคดีชุมนุมมั่วสุมเกิน 5 คนและปลุกปั่นยั่วยุให้เกิดความไม่สงบมีถึง 68 คดี คดีฝ่าฝืนประกาศ คสช.ไม่เข้ารายงานตัวตามกำหนด มีผู้ถูกดำเนินคดี 12 คน ขณะที่ผู้เห็นต่างทางการเมืองและผู้มีอิทธิพลในสายตาของ คสช.เข้ารายงานตัวมากถึง 712 คน มีบุคคลถูกตั้งข้อหาทางการเมือง 159 คน และถูกจับกุมจากการชุมนุมโดยสงบอีก 146 คน
การใช้อำนาจพิเศษในลักษณะนี้ ประกอบกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้มีส่วนได้เสียทางการเมือง ส่งผลให้ภารกิจการสร้างความปรองดองและการจัดทำกติกาใหม่เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งไม่ประสบความสำเร็จ แม้เวลาจะล่วงเลยมา 1 ปีแล้วก็ตาม
แม้บ้านเมืองในวันนี้จะสงบเรียบร้อยดีแต่ก็ยังมีไฟสุมขอนรอวันปะทุ เมื่อบวกกับเงื่อนไขในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เปิดทางให้มีนายกฯ คนนอก และตั้งองค์กรใหม่ๆ ทางการเมืองรองรับบุคคลที่ช่วยงาน คสช. โดยมีอำนาจเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็อาจเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้การเมืองไทย หนีไม่พ้นวังวนความขัดแย้งจากข้อหา "สืบทอดอำนาจ"
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ยืนยันว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบ ซ้ำยังมีความมั่นคงปลอดภัยมากกว่าเดิม ส่วนการใช้กฎหมายพิเศษต้องจำแนกเฉพาะกลุ่ม ดังนั้นข้อกล่าวหาการสืบทอดอำนาจยังเป็นเพียงสมมติฐานที่ไร้ข้อพิสูจน์
1 ปีหลังการรัฐประหารผ่านไป สังคมไทยยังเดินอยู่บนทางแยกสำคัญ หากระบบรัฐสภาไม่อาจแก้ปัญหาการเมืองได้ สุดท้ายบทบาทของทหารและกองทัพบนถนนสายประชาธิปไตยย่อมมีอยู่ต่อไป