เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2563 ฌอน บูรณะหิรัญ นักคิด และนักเขียน ได้โพสต์คลิปวิดีโอชื่อ "กราดยิงเกิดขึ้นอีกแน่ ถ้าเราไม่เปลี่ยนสิ่งนี้" เรียกร้องให้สื่อมวลชนงดใช้ภาพ และพูดชื่อของผู้ก่อเหตุจากเหตุการณ์กราดยิงที่ห้างสรรพสินค้า จ.นครราชสีมา
ฌอน ระบุว่า ตนเป็นคนไทยที่โตในประเทศที่มีการกราดยิง และก่อการร้ายเกิดขึ้นบ่อยมาก ทำให้ตนเจ็บปวดที่เห็นว่าเริ่มเกิดขึ้นที่ไทย มีงานวิจัยจาก US National Library of National Institute of Health บอกว่ามีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า Contagion หรือ Copycat Effect ซึ่งเป็นพฤติกรรมการเลียนแบบบางสถานการณ์ เช่น ฆ่าตัวตาย สูบบุหรี่ กินเยอะ และการกราดยิง โดยวิจัยออกมาว่าค่าเฉลี่ยหลังจากเกิดสถานการณ์กราดยิง จะเกิดขึ้นอีกครั้งภายใน 13 วัน และในประเทศไทยปีนี้เกิดขึ้นวันที่ 9 มกราครั้งที่ 2 เกิดขึ้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ก็ภายในเดือนหนึ่ง สิ่งที่ทำให้เกิดคนอาจจะอยากเลียนแบบ เขาอาจจะคิดว่าได้ความสนใจ อยากมีตัวตนและมีชื่อเสียง โดยมีหลักฐานมีคนเริ่มคอมเมนต์ว่าคนนี้เป็นไอดอลอยากทำเหมือนเขา
“หลังเหตุการณ์กราดยิงที่นิวซีแลนด์ ที่มีคนเสียชีวิต 50 คน นายกฯออกมากล่าวไว้ว่า หนึ่งในสิ่งที่เขาต้องการในอาชญากรรมนี้ คือการมีตัวตน หรือการมีชื่อเสียง ดังนั้นคุณจะไม่มีวันได้ยินฉันพูดชื่อเขา ฉันขอให้พวกเราเอ่ยชื่อคนที่สูญเสียมากกกว่าฆาตกร พวกเราชาวนิวซีแลนด์จะไม่ให้แม้แต่ชื่อ”
หนุ่มโพสต์ หวังเลียนแบบผู้ก่อเหตุถูกพ้นสภาพพนักงานแล้ว
ฌอน กล่าวต่อว่า สิ่งที่พูดนั้นอาจจะเป็นสิ่งเล็กๆ ที่มองข้าม แต่ขอร้องให้รับไว้พิจารณางดใช้ภาพ และงดพูดชื่อของเขาออกมา เพื่อที่ไม่ให้ความหวังผู้ที่คิดจะทำอีก ไม่ให้หวังว่าจะได้เป็นที่สนใจ มีตัวตนแล้วได้รับความสนใจจากคนทั้งประเทศ และไม่ได้เป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้คนอยากออกมากราดยิง แต่เป็นส่วนหนึ่งของด้านสื่อที่อาจจะเป็นแรงจูงใจให้คนออกมาทำ โดยมีทั้งปัญหาทางอารมณ์ เรื่องหนี้สิน โดนกลั่นแกล้ง โดนบูลลี่ โดนเหยียด และกดขี่ แต่ในมุมที่พยายามพูดคือมุมของคนที่ทำสื่อ เข้าใจว่าถ้าหาฆาตกรไม่เจอ นำรูปหน้าขึ้นมาเพื่อที่จะให้ประชาชนระวังตัวและก็ช่วยจับ แต่เมื่อฆาตกรเสียชีวิตแล้ว หรือรู้ว่าอยู่ในห้างฯ มีตำรวจล้อมห้าง การเอาหน้ามาแปะไว้หลังนักข่าว หรือว่ามีวีดีโอต่าง ๆ จะมีผลเสียมากกว่าผลดี
“ผมรู้ว่ามันจะไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำง่าย มันอาจะต้องใช้เวลาปรับ แต่ว่าผมกับเพื่อน ๆ ที่กำลังดูก็ช่วยได้ ด้วยการไม่ลงรูปเขา ไม่พูดชื่อเขาไม่สนับสนุนสื่อที่เอาภาพของเขาขึ้นมา ไม่กดไลค์ ไม่คอมเมนต์ ไม่แชร์ แล้วก็ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่มาสนับสนุนความคิดนี้ทั้งเจ้าของธุรกิจ นักแสดง นักร้อง ผู้นำทางความคิด”