จากการเกาะติดการระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ทั่วโลกและประเทศไทย ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่ม 2 ราย รวมเป็น 37 รายจากเดิมพบ 35 ราย โดย 2 ราย ประกอบด้วย รายแรกเป็นแม่บ้านติดเชื้อ เนื่องจากคนในครอบครัวไปจีน หลังจากนั้นมีไข้และมีภาวะปอดอักเสบ ส่วนอีก 1 รายเป็นชายใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวชาวจีน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยได้ประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ขณะที่สถานการณ์การระบาดของไทยอยู่ที่ระยะ 2 ยังไม่ถึงระยะ 3 เกิดคำถามว่า จากการประกาศเป็นโรคติดต่ออันตราย รวมทั้งไทยยังอยู่ระยะที่ 2 แนวโน้มการระบาด รวมทั้งการเฝ้าระวังนับจากนี้จะเป็นอย่างไร
รายการ เป็นเรื่องเป็นข่าว วันนี้(25 ก.พ.) ได้เชิญ นพ.กฤษฎา มโหทาน นายแพทย์ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรมป้องกัน กรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มาร่วมพูดคุย พร้อมกับ คุณชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สทท.) โฟนอินเข้ารายการเกี่ยวกับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ
เริ่มจาก นพ.กฤษฎา ให้ข้อมูลว่า เมื่อเป็นโรคติดต่ออันตรายนั้น เจ้าหน้าที่สามารถบังคับกฎหมายได้กรณีจำเป็นต้องคุมตัว กักกันเพื่อรักษา โดยผู้ป่วยปฏิเสธไม่ได้ เพราะหากปฏิเสธแล้วป่วยจะเกิดปัญหาจนโรคแพร่กระจายได้ หากปฏิเสธก็จะมีบทลงโทษ แต่หากทุกคนให้ความร่วมมือก็จะไม่มีการปรับ ซึ่งไทยให้ความร่วมมือดี อย่างกรณีเกาหลีใต้ ไม่ยอมตรวจ และยังเดินทางไปหลายแห่งจนเกิดการแพร่กระจายของโรค อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า การประกาศเป็นโรคติดต่ออันตราย ไม่ได้หมายความว่า การระบาดในไทยอยู่ระยะที่ 3 ตอนนี้เรายังอยู่ระยะที่ 2
“สำหรับระยะที่ 3 คือ เกิดการระบาดในวงกว้าง เหมือนเกาหลีใต้ แม้เขาจะยังไม่ประกาศก็ตาม ซึ่งหากอยู่ในระยะที่ 3 ก็แทบจะตามไม่ได้แล้วว่า ติดต่อจากใคร อย่างไรก็ตาม หากถึงระยะที่ 3 ก็อาจต้องมีการปิดสถานที่เป็นแหล่ชุมนุมเยอะๆ อย่างตลาดนัด บาร์ โรงภาพยนต์ อาจต้องลดผลกระทบความรุนแรง อาจต้องมีโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น ซึ่งเราเตรียมไว้หมดแล้วแม้ขณะนี้ยังไม่ถึงระยะที่ 3 ก็ตาม จริงๆ การประกาศโรคติดต่ออันตราย นับเป็นเครื่องมือเพื่อชะลอไม่ให้ถึงระยะที่ 3 เรียกว่าลดจำนวนคนให้น้อยลง เป็นการยืดเวลาให้เราเตรียมตัว เพื่อรอยาเข้ามา ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีแล้ว อย่างที่จีนประกาศ แต่ไทยก็มีเช่นกัน” นพ.กฤษฎา กล่าว
ทั้งนี้ ยังย้ำว่า เรายังคงมีมาตรการในการเฝ้าระวัง และคัดกรองผู้ป่วย หากไม่มีเราก็จะไม่เจอเคส แต่ที่เราเจอเคส เจอผู้ป่วยสงสัยก็เพราะเรามีระบบคัดกรองด้วย ซึ่งเราไม่ได้ตรวจแค่ด่านทางอากาศ เราตรวจทุกท่าน ทั้งทางเรือ ทางบก มีหมดทุกทาง
เมื่อถามว่าอิตาลี รวมทั้งหลายประเทศยังพบโรคดังกล่าว นพ.กฤษฎา บอกว่า จริงๆอิตาลีเขามีมาตรการแรงด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนอิตาลี ที่พบคนเสียชีวิตก็มักเป็นผู้สูงอายุ แต่สิ่งสำคัญในส่วนประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขเตือนออกมาบ่อยมากว่า หากเป็นไปได้เลี่ยงประเทศเสี่ยงดีที่สุด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แต่จริงๆ ถึงคนแข็งแรง เมื่อเดินทางไปแต่เมื่อกลับมาก็อาจนำเชื้อมาติดคนในครอบครัว ซึ่งจะมีผู้สูงอายุด้วย ดังนั้นทางที่ดีที่สุดเลี่ยงการเดินทางดีกว่า
อย่างในห้องน้ำเป็นจุดเสี่ยงหรือไม่ นพ.กฤษฎา กล่าวว่า ก็เป็นจุดเสี่ยงเหมือนตอนโรคซาร์ส ซึ่งเราก็มีคำแนะนำ อย่างการกดชักโครก ก็ปิดฝาก่อน แต่อย่าลืมเรื่องละอองฝอย ไอ จามก็เช่นกัน แค่ 1 เมตรก็ติดได้ อย่างฝอยละอองขนาดใหญ่ กับขนาดเล็กก็จะแตกต่างกัน อย่างฝอยละอองขนาดใหญ่ ก็จะตกกับพื้นได้ด้วย แต่อย่างฝอยละอองขนาดเล็กไม่ใช่โรคนี้ ส่วนใหญ่เป็นวัณโรค หัด ไวรัสสุกใส อย่างไรก็ตาม การล้างมือก็สำคัญ ล้างด้วยสบู่ก็ได้ ล้างด้วยเจลแอลกอฮอล์ 70 % ฯลฯ ซึ่งการล้างมือก็ถูให้ทั่วๆอย่างน้อย 70 วินาที ล้างให้ทั่วถึงข้อมือ เป็นต้น
ในส่วนของผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้น...
คุณชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สทท.) มองว่าจากการระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบเศรษฐกิจหนักจริงๆ เดิมคิดว่าจะควบคุมได้ในเร็วๆนี้ แต่ตอนนี้กลับมีการระบาดไปทั่วโลก และเกิดความไม่มั่นใจไปทั่ว ซึ่งความเสียหายประเมินค่าไม่ได้ เนื่องจากไม่รู้จะระบาดไปถึงเมื่อไหร่ และหากในกรณีเข้าระยะ 3 ยิ่งจะกระทบไปทั่ว โดยตนก็ขอให้อย่าถึงขั้นนั้น เพราะมองว่าไทยก็มีมาตรการในการควบคุมโรคได้ดี สิ่งสำคัญคือ ตอนนี้เราต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น และควบคุมดูแลให้มากขึ้น เพราะหากประกาศว่าไทยระบาดระยะ 3 เมื่อไหร่จะยิ่งกระทบไปหมด เศรษฐกิจจะทรุดลงไปอีก
“นอกจากภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบแล้ว ภาคการเกษตรกรรมก็ด้วย ทั้งการปลูกผัก พืชสวนครัว อย่างโรงแรมหนึ่งแห่ง ซื้อผักวันละแสนบาท วันนี้เชื่อว่าไม่ถึง 5 พันบาท ยิ่งตอนนี้ในจีนหยุดซื้อผลไม้จากไทยด้วย หรือแม้แต่โรงงานผลิตสินค้าโอท็อปต่างๆ ผลิตออกมาก็ไม่รู้จะขายใคร ผลกระทบกลายเป็นลูกโซ่ไปหมดแล้ว โดยทางสภาฯเคยไปพบกับรัฐมนตรีฯก.คลัง และรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ รวมทั้งเลขาฯนายกฯ เกี่ยวกับผลกระทบตรงนี้ จึงขอให้ภาครัฐช่วยเหลือ เนื่องจากผู้ประกอบการเริ่มไม่ไหวกันแล้ว และอาจจะต้องปิดโรงงานในที่สุด สิ่งสำคัญเราต้องเชื่อมั่นใจการป้องกันโรค และระวังตัวเองให้มากที่สุด เพราะหากแตกตื่นก็จะกระทบไปหมด ความเชื่อมั่นจึงสำคัญที่สุด” ประธานสภาฯ กล่าว
สำหรับคำแนะนำในช่วงนี้ นพ.กฤษฎา มโหทาน นายแพทย์ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรมป้องกัน กรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ฝากย้ำว่า หากไม่จำเป็นอย่าไปประเทศที่เสี่ยง หรือหากจำเป็นจริงๆ ก็อย่าไปที่แออัด สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ จะได้ลดโอกาสเสี่ยง และที่สำคัญคนไปต่างประเทศก็ควรรักษาร่างกายให้แข็งแรง นอนให้เพียงพอ เพราะเมื่อกลับมาไทยและมีไข้ อย่างไรเสียก็ต้องถูกกักเฝ้าระวัง 14 วันอยู่ดี
ติดตามคลิปเพิ่มเติม...