ปริศนา “ค้างคาว” ต้นเหตุ COVID 19 ?


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ทำความเข้าใจ “ค้างคาว” ผ่านมุมมองผู้เชี่ยวชาญ แท้จริงแล้ว ผู้ร้ายตัวจริง ต้นเหตุ COVID 19 อาจไม่ใช่ค้างคาว?

จากกรณีการแพร่ระบาดของโรค COVID 19 ตั้งแต่ปลายปี 2562  วันนี้ผู้สื่อข่าวออนไลน์  PPTVHD 36  ชวนมาพูดคุยกับ ดร.ทนพญ.สุภาภรณ์ วัชราพฤกษาดี  รองหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งเป็นนักเทคนิคการแพทย์ ที่ผู้ค้นพบไวรัสก่อโรค COVID 19 ครั้งแรกในไทย มาให้ความรู้ในประเด็น  “ค้างคาว” สัตว์ก่อโรคครั้งนี้จริงหรือไม่...

ลดค้าสัตว์(ป่า) ลดโรค?

ค้างคาวในไทยมีกี่สายพันธุ์?

ดร.ทนพญ.สุภาภรณ์ บอกว่า ค้างคาวทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 1,400 สายพันธุ์ ในประเทศไทยพบ 146 สายพันธุ์เป็นอย่างน้อย ทั้งสายพันธุ์ที่กินแมลง และกินพืช ส่วนค้างคาวมงกุฎ ซึ่งพบว่าเป็นพาหะก่อโรค COVID 19 ที่ประเทศจีนนั้น ในประเทศไทยพบ 23 สายพันธุ์ หนึ่งในนั้นเป็นสายพันธุ์เดียวกับที่พบในประเทศจีนที่นำเชื้อก่อโรคมาสู่คน

นักวิชาการ ยัน ค้างคาวในบ้าน ไม่พบเชื้อไวรัสโคโรนา  

นักเทคนิคการแพทย์หญิง เล่าว่า  ในประเทศไทย มีโครงการวิจัยร่วมกับ หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ หรือ USAID ในชื่อ PREDICT ซึ่งเป็นโครงการรับมือการคุกคามจากการระบาดของโรคระบาด (EPT) ที่มอบทุนให้นักวิจัยศึกษาหาเชื้อไวรัสชนิดใหม่ ๆ ในสัตว์บางชนิด ซึ่งอาจกลายเป็นโรคอุบัติใหม่ในอนาคต สำหรับค้างคาวในไทยมีการศึกษาไปแล้ว 20 -30 สายพันธุ์  โดยพบเชื้อหลากหลายชนิด พบมากที่สุด คือ กลุ่มไวรัสโคโรนา รองลงมา เป็นเชื้อในกลุ่มนิปปาห์ (Nipah)  ซึ่งทำให้เกิดสมองอักเสบ กลุ่ม Paramyxo และกลุ่ม Astrovirus อีกทั้งยังพบเชื้อใหม่ ๆ มากกว่า 100 ชนิด แต่ยังไม่มีรายงานว่าก่อโรคในคน 

สำหรับการวิจัยเชื้อไวรัสในค้างคาว เป็นหนึ่งในปัจจัย ที่ประเทศไทยถูกจัดอันดับเกี่ยวกับการรับมือโรคอุบัติใหม่ ให้อยู่ลำดับ 6 ของโลก  

ส่วนสาเหตุที่ทำให้สนใจการศึกษาเรื่องนี้  นักเทคนิคการแพทย์หญิงให้ข้อมูลว่า  เพราะการศึกษาอาจทำให้พบว่า เป็นเชื้อตัวใหม่ที่ก่อโรคในคนได้ในอนาคต การทำตรงนี้เป็นการเตรียมความพร้อมเรื่องของโรคอุบัติใหม่ ให้มีฐานข้อมูลของไวรัสอยู่ในมือ เมื่อวันใดที่มันเกิดโรคอุบัติใหม่ในคน  แล้วเรามีข้อมูลก็จะสามารถนำมาเปรียบเทียบ เพื่อหาเชื้อว่า เชื้อไวรัสตัวใหม่คล้ายกับเชื้อที่เราเคยเจอในค้างคาวก่อนหน้านี้หรือไม่   

ทำไมต้องค้างคาว?

โครงการวิจัย PREDICT  นั้น  มอบทุนให้นักวิจัยเพื่อทำการสำรวจเชื้อไวรัสในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายประเภท ทั้งค้างคาว ลิง และหนู แต่เชื้อที่พบส่วนใหญ่มาจากค้างคาวมากกว่า ในสัตว์ที่มีเชื้อไวรัส 10 ตัว 9 ตัวจะเป็นค้างคาว อีก 1 ตัวอาจจะเป็นลิงหรือหนู

  “มีการวิจัยทั่วโลกว่า ค้างคาวเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่ก่อโรคในมนุษย์มากที่สุดเมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ เป็นเพราะอะไร ยังไม่มีใครตอบได้ แต่มีการสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากภูมิคุ้มกันร่างกายค้างคาวเอื้อให้กับการมีชีวิตอยู่ของไวรัส ทำให้ไวรัสไม่ถูกทำลายเมื่ออยู่ในค้างคาว ค้างคาวจึงเป็นแหล่งสะสมเชื้อไวรัส แต่การสะสมเป็นแบบปริมาณน้อย ๆ  หมายความว่า มีปริมาณที่เหมาะสมที่ไม่ทำให้ค้างคาวป่วยหรือเสียชีวิต แต่เมื่อไวรัสนี้ข้ามไปสู่สัตว์ชนิดอื่นที่มีความเหมาะสมมากกว่า จะทำให้มีการเพิ่มปริมาณเยอะ ๆ จนสัตว์ตัวที่สองมีความเจ็บปวดมากขึ้นหรืออาจจะเสียชีวิตได้ อันนี้เป็นกระบวนการของตัวไวรัสมากกว่าจะเป็นกระบวนการของตัวค้างคาว” นักเทคนิคการแพทย์หญิงอธิบาย

“แกงค้างคาว” ยังขายดีในอินโดนีเซีย แม้ไวรัสโคโรนาระบาด

เชื้อไวรัสจากค้างคาวสู่คนได้อย่างไร?

การติดเชื้อจากสัตว์รังโรค เช่น ค้างคาว มาสู่คน ส่วนใหญ่จากประวัติศาสตร์ ไม่ได้ติดต่อจากค้างคาวสู่คนโดยตรง แต่จะมีตัวกลางเสมอ

“เช่น ไวรัส Nipah จะมีสุกรเป็นตัวเพาะโรค เพิ่มปริมาณเชื้อไวรัสเยอะ ๆ ก่อนจะติดมาสู่คน หรือซาร์ส ก็จะเชื้อจากค้างคาวมาสู่ชะมดหรืออีเห็น เพิ่มปริมาณเชื้อเยอะ ๆ ก่อนแล้วค่อยแพร่มาสู่คน ดังนั้น เชื้อที่มีปริมาณน้อย ๆ ในค้างคาวบางครั้งอาจจะไม่ติดคนเลยก็ได้ แต่พอเข้ามาสู่ตัวกลาง มีการพัฒนาสายพันธุ์ของไวรัส ทำให้มีความเหมาะสมที่จะเข้าสู่เซลล์ของคนได้มากขึ้น ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการข้ามจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งมาสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง ส่วนใหญ่มีการปรับตัวเองของไวรัส ให้มีความเหมาะสมในการที่จะมีชีวิตอยู่ในสิ่งมีชีวิตชนิดที่สอง และถ้าการปรับตัวนั้น เหมาะสมให้เข้าคนได้ ก็จะกลายเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ไม่ได้หมายความว่า จากค้างคาวมาสัตว์ตัวที่สอง แล้วจะต้องมาที่คน มันขึ้นอยู่กับพัฒนาการของตัวไวรัส”

ดร.ทนพญ.สุภาภรณ์ เล่าให้ฟังว่า พื้นที่อาศัยที่ต่างกัน อาจทำให้ค้างคาวสายพันธุ์เดียวกันมีเชื้อไวรัสในปริมาณที่ต่างกัน  กล่าวคือ    ไวรัสที่พบในค้างคาวชนิดเดียวกัน แต่ถิ่นที่อยู่อาศัยแตกต่างกัน เช่น คนละจังหวัด อาจทำให้ภูมิคุ้มกันของค้างคาวไม่เท่ากัน อาจพบเชื้อในอัตราที่แตกต่างกัน ในพื้นที่ที่มีค้างคาวอาศัยหนาแน่น ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เขาอาจจะเพาะเชื้อบ่มเชื้อได้มากกว่าพื้นที่ที่ไม่หนาแน่นมากนัก มีอาหารอุดมสมบูรณ์ เหมือนกับคน คนที่แข็งแรง โอกาสที่ไวรัสจะเพิ่มปริมาณในตัวก็น้อย แต่ถ้าค้างคาวที่อยู่อย่างแออัด และภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงก็อาจจะพบเชื้อไวรัสได้มากกว่า

เมื่อถามต่อว่าเชื้อไวรัสจากค้างคาวมาสู่คนได้ทางไหนบ้าง คำตอบที่ได้รับคือ

  1. ผ่านสัตว์ตัวกลาง พบมากที่สุด 90% จะต้องมีตัวกลางเสมอ เช่น ไวรัส Nipah มีหมูเป็นตัวกลาง ซาร์สมีตัวอีเห็นเป็นตัวกลาง ส่วน COVID 19 มีโอกาสที่จะมีต้นตอจากค้างคาวเพราะมีความคล้ายกันของตัวไวรัสถึง 96% เมื่อเทียบกับคน แต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าตัวกลางที่แท้จริงคืออะไร
  2. การติดจากค้างคาวสู่คนโดยตรง พบน้อย เช่น ไวรัส Nipah ที่บังกลาเทศ มีการติดต่อผ่านการดื่มน้ำอินทผลัมที่มีการปนเปื้อนปัสสาวะและน้ำลายค้างคาว โดยไม่ผ่านการต้ม เป็นการติดเชื้อจากค้างคาวสู่คนผ่านการดื่มน้ำที่ปนเปื้อน ไม่มีสัตว์ตัวกลาง

ดังนั้นการติดเชื้อจากค้างคาวสู่คนโดยตรงพบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่มักมีตัวกลาง

ชาวบ้านราชบุรียังเก็บมูลค้างคาวไม่หวั่นโคโรนา เผยสุขภาพยังแข็งแรง

แนวทางการอยู่อาศัยร่วมกับค้างคาว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (https://www.facebook.com/pg/DNP1362/photos/?tab=album&album_id=2455718278076399&__tn__= UC R)

ค้างคาวไม่ใช่ผู้ร้าย?

จุฬาฯ เผยไวรัสโควิด-19 ในไทย มีอายุสั้นกว่าประเทศเขตหนาว

ดร.ทนพญ.สุภาภรณ์ เปิดเผยว่า จากการวิจัยในโครงการ PREDICT ทำให้มีตัวอย่างค้างคาวมากกว่า 10,000 ตัวอย่างเก็บไว้ในคลังข้อมูล แต่ไม่ใช่ทุกตัวจะพบเชื้อไวรัส ในค้างคาวนับหมื่น จะเจอเชื้อไม่ถึง 10% หรือ 1,000 ตัวอย่างเท่านั้น

“(จาก 10% นี้ โอกาสที่จะติดมาสู่คน) ไม่สูง ยกตัวอย่างงานวิจัยไวรัส Nipah ตั้งแต่ปี 2002 เราศึกษาว่าทำไม เราเจอเชื้อไวรัสในค้างคาวประเทศไทย แต่ทำไมยังไม่ติดต่อมาสู่คนหรือสัตว์เลี้ยงในชุมชน ตรงนี้เราพบว่า อัตราการติดเชื้อของค้างคาวในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 10% เมื่อเทียบกับประเทศที่มีการระบาดของโรค ไม่ว่าจะเป็นที่มาเลเซีย อินเดีย หรือบังกลาเทศ พบการติดเชื้อถึง 40%” นักเทคนิคการแพทย์หญิง บอก

สิ่งที่ต้องให้ความรู้และทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับค้างคาว คือ “เชื้อไวรัสมีอยู่ในค้างคาวอยู่แล้ว มนุษย์เราไม่สามารถทำให้มันหมดไปจากค้างคาวได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ จะทำยังไงให้เชื้ออยู่ในระดับต่ำที่จะไม่แพร่มาสู่สัตว์เลี้ยงหรือแพร่มาสู่คน ซึ่งวิธีการหนึ่งคือ ทำให้ค้างคาวเหล่านี้ ใช้ชีวิตแบบปกติ ไม่ขาดแคลนอาหาร ไม่ขาดแคลนที่อยู่อาศัย  เรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น งานโรคอุบัติใหม่ในสัตว์ป่ากับงานอนุรักษ์ทรัพยากรต้องไปด้วยกัน เมื่อไปด้วยกัน ความอันตรายของโรคก็จะสามารถควบคุมได้ และอยู่ในระดับที่เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาดได้”

สาเหตุที่การอนุรักษ์ธรรมชาติสัมพันธ์กับเฝ้าระวังเชื้อไวรัสนั้น ดร.ทนพญ.สุภาภรณ์ อธิบายว่า  “เมื่ออาหารน้อย หรือพื้นที่ถูกบุกรุก ค้างคาวจะต้องบินไปไกล ๆ เพื่อหาอาหาร จะทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายของค้างคาวลดลง เหมือนคนเรากินอาหารน้อย เราก็จะอ่อนแอ พออ่อนแอ เชื้อที่มีอยู่ในปริมาณน้อย ๆ ในร่างกายก็จะปะทุขึ้นมาได้ ดังนั้นถ้าร่างกายค้างคาวอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันตกจากระดับปกติ ไวรัสก็จะเพิ่มปริมาณขึ้นมา ที่เคยติดเชื้อแค่ 10 จะกลายเป็น 40-50 เช่น เราบอกว่าค้างคาว 100 ตัวมีแค่ 10 ตัวที่นำโรคได้  และแต่ละตัวอาจมีเชื้อไม่มาก เมื่อรวมกันก็ไม่เยอะ แต่ถ้ากลายเป็น 40  ตัวหรือครึ่งหนึ่งของค้างคาว 100 ตัวมีเชื้อ พอมารวมกันได้เยอะ มันก็มีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคในคนได้ง่ายขึ้น”

ประเทศไทย พื้นที่เสี่ยง ที่เลี่ยงได้

จากการวิจัยในโครงการ PREDICT ทำให้มีการประเมินว่าประเทศไทยนั้นเป็นพื้นที่ความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคอุบัติใหม่ เนื่องจากมีความหลากหลายของสัตว์สูง โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จึงอาจมีโอกาสที่เชื้อไวรัสใหม่ ๆ จากสัตว์เหล่านี้จะแพร่มาสู่คนได้

ดร.ทนพญ.สุภาภรณ์ กล่าวว่า “ยังมีเรื่องความหนาแน่นประชากร อุณหภูมิก็มีผล เพราะในพื้นที่เขตอบอุ่น จะเจอสัตว์ที่หลากหลายมากกว่าในพื้นที่หนาว มันจะทำให้มีโอกาสเจอเชื้อได้มากกว่า แล้วก็มีเรื่องของความเสี่ยงอย่างอื่น เช่น การบุกรุกทำลายพื้นที่ป่า ซึ่งทำให้สัตว์ป่ามีโอกาสเข้ามาใกล้ชิดคนมากขึ้น ถ้าสัตว์ป่าก็อยู่ของสัตว์ป่า คนก็อยู่ของคน  ก็มีช่องว่าง ที่ไม่ทำให้เชื้อมาเจอกัน แต่ถ้าคนไปบุกรุกไปใกล้ป่า ไปใกล้ที่อาศัยของสัตว์ป่า หรือว่าสัตว์ป่าไม่มีที่อาศัยต้องย้ายมาอยู่ใกล้คน ทำให้เชื้อจากสัตว์ป่ามีโอกาสมาสู่คนได้ง่ายขึ้น”

ซึ่งความเสี่ยงตรงนี้เป็นสิ่งที่คนไทยไม่สามารถเลือกได้ เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม เราสามารถเลี่ยงการติดเชื้อไวรัสจากสัตว์ป่าได้

“ถ้าเราอยากจะเลือกที่จะอยู่ให้ปลอดภัย ทั้งคนและสัตว์  ต้องไม่ทำให้สัตว์เหล่านี้เข้าใกล้เรา  ด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พื้นที่ป่า ไม่ทำให้เขาเครียด หรือป่วย จนไวรัสในตัวปะทุมากขึ้น ซึ่งมีทั้งเรื่องของพื้นที่หาอาหาร พื้นที่อยู่อาศัย ถ้าเราไปตัดต้นไม้เยอะ ๆ แล้วค้างคาวต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น แล้วเป็นที่ที่ไม่คุ้นชิน ขาดอาหาร ก็อาจทำให้เขามีเชื้อไวรัสมากขึ้น”

ดร.ทนพญ.สุภาภรณ์ ยังทิ้งท้ายด้วยตัวอย่าง โรคซาร์ส ที่มีค้างคาวเป็นแหล่งรังโรค นำพาโดยอีเห็น แล้วมนุษย์ไปกินอีเห็นโดยหากเทียบกับสถานการณ์ตอนนี้ อย่าง  COVID 19  ยังไม่รู้ว่า มีสัตว์ตัวกลาง คือ อะไร ที่คนแรกไปกิน และเกิดเชื้อสะสมในตัวเอง จนไวรัสพัฒนาตัวเองจนสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ในที่สุด อันนี้เป็นเรื่องของคนที่เข้าไปหาเชื้อโรคที่อยู่ในสัตว์ป่าทั้งสิ้น

TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ