นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรง และมีปัญหาต่างๆ มากมายคอยรุมเร้ารัฐบาลนับตั้งแต่เสียงเรียกร้องให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี การชุมนุมของนิสิตนักศึกษา ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และกระแสเสียงสนับสนุนจากกองเชียร์ลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ ซึ่งรัฐบาลต้องรีบเร่งปรับเปลี่ยนวิธีคิด หรือแนวทางการทำงานใหม่ ถ้ายังย่ำอยู่กับแนวความคิดแบบเดิมๆ รัฐบาลจะล้าหลังกว่ามวลชน และจะตกขบวนของสังคมไปในที่สุด
จึงข้อเสนอให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อนำปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาให้สมาชิกรัฐสภาพูดคุยอภิปราย ดีกว่าปล่อยให้ปัญหาต่างๆ ลุกลามหรือเคลื่อนไหวภายนอกสภาที่อาจพัฒนาเป็นการชุมนุมตามท้องถนนได้
ซึ่งการใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 เป็นสิทธิของรัฐบาลโดยตรงที่จะขอเปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ เพื่อให้มีการอภิปรายทั่วไป เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกรัฐสภาโดยไม่มีการลงมติ
แต่ถ้าสำรวจดูจากท่าทีของฝ่ายรัฐบาลยังไม่มีวี่แววใดๆ ว่าต้องการจะให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เห็นได้จากการส่งสัญญาณจากประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ที่ส่งข้อความห้าม ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลลงชื่อในญัตติการเปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ
ส่วนการออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการห้าม ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลลงชื่อนั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะในหมู่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเป็นที่รับรู้กันทุกคนว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้มีการเปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ และจนบัดนี้ยังไม่มีท่าทีใดๆ จากรัฐบาลเลย
ซึ่งการที่มีข้อเสนอให้นำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่การแก้ปัญหาผ่านคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เพราะหลายปัญหาเป็นปัญหาการเมืองที่ต้องระดมความคิดจากหลายๆ ฝ่าย และต้องมีคณะ กมธ.วิสามัญเป็นการเฉพาะจะเหมาะสมกว่า
เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเดินมาถึงตอนนี้แล้ว ก็เป็นทางเลือกของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นว่ารัฐบาลจะนำปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นนำเข้าสู่รัฐสภาเพื่อปัญหาในระบบ หรือจะปล่อยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นกระจัดกระจายอยู่บนท้องถนน
“วิรัช” ลั่น วาระแก้รธน.เป็นสัญญาลูกผู้ชายที่พปชร.ให้ไว้กับพรรคร่วมฯ