วันนี้(7 เม.ย.) จากการแถลงสถานการณ์ผู้ป่วยโควิด-19 ตัวเลขผู้ป่วยเหลือ 38 ราย เริ่มมีทิศทางดีขึ้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากการประกาศเคอร์ฟิว และประชาชนให้ความร่วมมือ ขณะเดียวกันมีมาตรการควบคุมการเข้าออกประเทศ โดยเฉพาะการเข้าประเทศจนถึงวันที่ 18 เม.ย. แต่หากเปิดเมื่อไหร่จะเกิดปัญหาหรือไม่
ล่าสุดในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าว ได้วิเคราะห์รายละเอียดของเรื่องนี้ โดย นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) มาเป็นผู้ให้ข้อมูลเรื่องนี้
นพ.ธนรักษ์ ให้ข้อมูลว่า สำหรับตัวเลขผู้ป่วยนั้นก็ยังแกว่งอยู่ เพราะเคยต่ำกว่า 100 รายครั้งหนึ่ง แต่ก็กลับมาได้ ดังนั้น อยากให้มองตัวเลขภาพรวม ไม่อยากให้มองรายวัน ซึ่งหากพรุ่งนี้สูงขึ้นกว่า 38 ราย แต่อยากให้ดูแนวโน้มภาพใหญ่ก่อน จึงต้องรอดูสักระยะหนึ่งก่อน สำหรับการตรวจหาเชื้อนั้น ตั้งแต่วันที่เริ่มรับมือกับโรคนี้ ก่อนหน้านั้นเรามีห้องปฏิบัติการแค่ 2 แห่ง ที่ตรวจโรคนี้ได้ คือ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราก็พยายามขยายศักยภาพการตรวจทางห้องปฏิบัติการมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเรามีศักยภาพตรวจเป็นหลักหมื่นต่อวันได้สักพักแล้ว ซึ่งปัจจุบันศักยภาพเพิ่มเกือบ 20,000 ราย และจะขยายให้ทุกจังหวัดตรวจหาเชื้อได้ด้วย
“ การที่เอาประเทศเราไปวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งเกาหลีใต้ เยอรมัน แต่อยากบอกทุกคนว่า ด้วยกำลังการเพิ่มศักยภาพของประเทศไทย ณ ขณะนี้ กับสถานการณ์ผู้ป่วย อยากเรียนว่า เราได้ทำเต็มที่ และพวกเราก็พอใจในระดับหนึ่ง แทนจะมาวิจารณ์ประเทศ” รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว
เมื่อถามว่าถูกเปรียบว่าเราตรวจน้อยกว่าเกาหลีใต้ นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า ก็ต้องดูว่าเริ่มต้นเราอยู่ระดับไหน และปัจจุบันเราระดับไหน เพราะต้นทุนแต่ละประเทศไม่เท่ากัน แต่อยากให้มองว่า ทุกฝ่ายพยายามขนาดไหนที่จะเพิ่มศักยภาพได้ขนาดนี้ และขนาดนี้พอหรือไม่ที่จะรับมือปัญหาในประเทศ แต่ต้องเทียบเคียงกับสมรรถนะด้านอื่นๆที่เรามี บางเรื่องเรามี คนอื่นไม่มีก็มีเหมือนกัน เราไม่ได้บอกว่าต้องดีในทุกมิติเท่าๆคนอื่น แต่เมื่อรวมกันแล้ว มาตรการที่เรามี มีประสิทธิภาพที่จะลดโรคได้ดีแค่ไหน
“วันนี้ต้องมองเป็นภาพรวม หากเรามองแยกเป็นมิติ เราก็จะชี้จุดอ่อนของเรา จริงๆ ที่ผ่านมาสถานการณ์เราก็ไม่ได้ย่ำแย่ ขณะเดียวกันเราพยายามปรับตัวรับมือทั้งห้องปฏิบัติการ จำนวนเตียง จำนวนห้องไอซียู ห้องความดันลบที่จะไว้รับคนไข้หนัก และยังมีโรงแรมที่ให้ความร่วมมือจะมาช่วยรับคนไข้อีก หากเราช่วยกันคนละไม้คนละมือก็จะประคับประคองสถานการณ์นี้ได้” นพ.ธนรักษ์ กล่าว
สำหรับเกณฑ์กลุ่มเสี่ยงนั้น นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า ในเรื่องการตรวจมี 2 ส่วนเพื่อให้กว้างขวางมากขึ้น โดยส่วนแรก จะขอเข้าไปตรวจเมื่อมีอาการ จากเดิมต้องมีประวัติค่อนข้างเข้ม แต่ปัจจุบันเราคลายความเข้มลง เพื่อให้ได้รับการตรวจมากขึ้น และในส่วนผู้สัมผัสก็ผ่อนคลายเกณฑ์เหมือนกัน แต่ต้องนำเรียนว่า ไม่ใช่ว่าของเดิมเราไม่ดี อย่างที่ผ่านมาการตรวจสัมผัสเสี่ยงสูง 100 คน จะตรวจเชื้อประมาณ 2 คน และเมื่อเริ่มคลายเกณฑ์ให้คนที่ไม่ได้เสี่ยงสูงมากนักก็อาจเจอไม่มาก เช่นตรวจ 100 คน อาจเจอ 1 คนก็ได้ ดังนั้น หากตรวจมากก็ต้องมีการพิจารณาว่า จะคุ้มค่าหรือไม่ หรือทดทแนด้วยมาตรการอื่นๆได้หรือไม่ เพราะมาตรการค้นหาผู้ป่วย แม้จะสำคัญ แต่ไม่ใช่มาตรการเดียวที่จะควบคุมเชื้อ
“อย่างไรก็ตาม คนติดเชื้อโควิด-19 มีประมาณ 30% ไม่มีอาการ โดยคนกลุ่มนี้จะแพร่เชื้อได้หรือไม่ ย่อมมีโอกาสด้วยวิธีการพูดและน้ำลายกระเด็นออกมา เพราะเขาไม่มีอาการ เขาไม่ไอ ต้องรอเขาพูด การแก้ปัญหาคือ ใส่หน้ากากอนามัย เพราะหากกังวลว่า คนติดเชื้อไม่มีอาการจะแพร่เชื้อได้ ทางเลือกคือ แม้จะระดมตรวจ แต่สุดท้ายการสวมใส่หน้ากากอนามัยก็ต้องทำ ซึ่งหากใส่หน้ากากอนามัยทุกวันก็ไม่แพร่โรค เพราะหากไปตรวจเชื้อก็ไม่ได้ช่วยในกลุ่มนี้ ตอนนี้จึงต้องใช้มาตรการแบบครอบจักรวาล ทุกคนต้องระวังกันเองในทุกสถานการณ์ สรุปคือ การรู้ว่าติดเชื้อหรือไม่ ไม่สำคัญเท่าต้องป้องกันตัวเอง การสวมหน้ากากผ้า ถือเป็นมาตรการที่เข้มข้นและได้ผล การตรวจเยอะดีจริง แต่ไม่ใช่มาตรการเดียว” รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว