“ทรัมป์” ขู่ใช้กำลังทหารปราบปรามม็อบเดือด


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาขู่ว่าจะใช้อำนาจตามกฎหมายปราบการจลาจล (Insurrection Act ปี 1807) ส่งกำลังทหารจากส่วนกลาง รวมถึงกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เข้าไปปราบปรามเหตุจลาจลทั่วประเทศ หากผู้ว่าการรัฐยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเองได้ ทีนี้ก็เลยเกิดคำถามว่า ทรัมป์ มีอำนาจตามกฎหมายที่จะทำเช่นนั้นได้หรือไม่ และหากทำได้ เงื่อนไขของสถานการณ์ในขณะนี้มันเหมาะสมแล้วหรือเปล่า

กฎหมายปราบการจลาจล (Insurrection Act ปี 1807) ถูกใช้เป็นระยะๆ ในช่วงสงครามเย็นและช่วงที่มีการต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมกันของคนผิวสี ระหว่างทศวรรษที่ 1950 และ 1960  ขณะที่ครั้งล่าสุดที่มีการใช้กฎหมายนี้ คือปี 1992 หรือเกือบ 30 ปีมาแล้ว ในเหตุจลาจลที่นครลอสแองเจลิส หลังจากตำรวจผิวขาว 4 นายถูกตัดสินให้พ้นผิดจากการรุมทำร้ายชายผิวสี 

ทำเนียบขาวเดือด ตร.ยิงแก๊สน้ำตาสลายม็อบต้านเหยียดผิว

ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และอุปนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย อธิบายกับทาง PPTVHD36 ว่า โดยปกติแล้วรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ กำหนดไว้ว่ารัฐบาลกลางจะไม่สามารถใช้กำลังทหารในประเทศของตัวเอง เนื่องจากแต่ละมลรัฐมีอำนาจในการบริหารจัดการเป็นของตนเอง เว้นแต่มลรัฐต่างๆ จะเป็นผู้ร้องขอ แต่กฎหมายปราบจลาจลนี้มีขึ้นมาเพื่อให้อำนาจแก่รัฐบาลกลางในการส่งทหารเข้าไปได้เลย ซึ่งสถานการณ์ในตอนนี้ ทรัมป์น่าจะมองว่าเลยจุดของการประท้วงภายใต้สิทธิเสรีภาพที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และเกินกว่าที่มลรัฐจะจัดการได้แล้ว

ขณะเดียวกันภาพเหตุประท้วงรุนแรงและตำรวจใช้กำลังเข้าปราบปราม หรือแม้แต่การขู่ที่ใช้กำลังทหารของผู้นำสหรัฐฯ ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฮ่องกง และโดยเมื่อวานนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า "การรับมือเหตุประท้วงของรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นตัวอย่างที่โด่งดังในเรื่องความเป็นสองมาตรฐาน”

นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ประณามความรุนแรง วอนม็อบกลับบ้าน

ขณะที่วันนี้สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นก็มีการพาดหัวข่าวว่า “ทรัมป์กำลังทำให้อเมริกาเป็นเหมือนจีน (Trump is making America more like China)” เรื่องนี้ ดร.ประพีร์ มองว่า ความเป็นประชาธิปไตยของสหรัฐฯ บางครั้งก็เป็นสองมาตรฐานจริงๆ เพราะหากมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง สหรัฐฯ ก็พร้อมจะมองข้ามเรื่องนี้ได้

ในเรื่องของปฏิกิริยาภายนอกประเทศ ดร.ประพีร์ มองว่าแม้ว่าการประท้วงต่อต้านการเหยียดสีผิวและการใช้ความรุนแรงของตำรวจในสหรัฐฯ จะปลุกกระแสความไม่พอใจไปในหลายประเทศทั่วโลก แต่คงเป็นการยากที่นานาชาติจะเข้ามาวิจารณ์ตรงๆ หรือมีส่วนร่วม เนื่องจากภารกิจหลักของแต่ละประเทศในขณะนี้น่าจะเป็นเรื่องวิกฤตโควิด-19 และการฟื้นฟูประเทศ ทำให้เรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในต่างแดนยังเป็นเรื่องรอง ยกเว้นว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลายจนกระทบกับสังคมและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากกว่านี้ เพราะหากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แย่ ทั้งโลกก็แย่หมด

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นยังสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งจะส่งผลต่อคะแนนความนิยมของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งปลายปีนี้ เพราะการประท้วงขณะนี้ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องสีผิว แต่ยังปลุกให้คนย้อนนึกถึงความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 คนตกงานหลายล้านคน ต้องอยู่บ้าน ยากจน คนอเมริกันต้องการคนที่ดูแลสวัสดิการและปากท้องของประชาชนไม่ว่าเดโมแครตหรือรีพับลิกัน ฝ่ายใดแสดงให้เห็นว่า สามารถบริหารจัดการ ช่วยให้ประชาชนกินดีอยู่ดี แก้ปัญหาสังคมได้ ก็จะได้ใจประชาชน

เตือน! คนไทยในสหรัฐฯหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม

OR_Main OR_Main

อัปเดตข่าวล่าสุดก่อนใคร Add friend ได้ที่ @PPTVOnline

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ประเด็นร้อน

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ